Untitled Document
Topic : UCARE & PCA กลับหน้าเดิม
  1. มาตรฐาน PCA
  2. ความแตกต่างระหว่าง PCA กับ DHS
  3. แนวทางการเขียนแบบประเมินตนเอง
  4. เส้นทางสู่ผลการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ (Path to Performance Excellence).
  5. Scoring System
    1. ด้านกระบวนการ (Process)
    2. ด้านผลลัพธ์ (Result)
  6. เกณฑ์การพัฒนา UCARE

มาตรฐาน PCA
  1. ใช้กรอบของ Malcom Bakdrige ในการจัดทำมาตรฐาน แบ่งเป็น 7 หมวด โดยหมวดที่ 1-6 เป็นหมวดของกระบวนการ ส่วนหมวดที่ 7 เป็นหมวดของผลลัพธ์
  2. PCA แบ่งเป็น 4 ตอนคือ ตอนที่ 1 คือการบริการจัดการองค์กร (ประกอบด้วยหมวดที่ 1-5) ตอนที่ 2 คือกระบวนการสร้างคุณค่า ตอนที่ 3 เป็นกระบวนการสนับสนุน ส่วนตอนที่ 4 คือผลลัพธ์
  3. เปรียบเทียบหรือเชื่อมโยงระหว่าง PCA กับ DHS ได้ดังนี้

ความแตกต่างระหว่าง PCA & DHS

แนวทางการเขียนแบบประเมินตนเอง
  1. แบบประเมินตนเองมักจะถามเราด้วย How หรือ What ซึ่งเราต้องการเข้าใจความหมายของทั้ง 2 คำว่า ถ้าถาม How  หรือ What มาตรฐานต้องการให้เราตอบครอบคลุมมากน้อย
  2. กรณีถาม How  ต้องตอบให้กระบวนการหลักที่จะตอบสนองต่อคำถาม ให้เห็นภาพของ Approach ,Deploy,Learning ,Integration หรือ ADLI  ถ้าตอบแบบลอยๆไม่ครอบคลุม ADLI ถือว่าแค่บอกเล่าเรื่องราว หรือเพียงแต่บอกแต่ตัวอย่างเท่านั้น ในการให้คะแนน (Scoring) จะเรียกว่า Anecdotal Information
  3. กรณีถาม What ซึ่งต้องพิจารณาคำตอบ โดยคำถาม what พิจารณาตอบได้ 2 กรณี ได้แก่
    1. คำถาม What ธรรมดา บอกข้อมูลของกระบวนการหลัก ว่า ได้ทำอะไร (what to do) และทำอย่างไร (how)และอาจจะระบุว่าใครเป็นคนทำ (who) แต่ถ้าตอบเพียงแค่นี้ ข้อมูลยังไม่ระเอียดพอในการที่ผู้ประเมินจะวินิจฉัย (Diagnosis) และการย้อนกลับ (Feedback)
    2. คำถาม What ที่ระบุรายละเอียดว่า กระบวนการหรือกิจกรรมที่ดำเนินการ  การวางแผน วัตถุประสงค์ เป้าหมาย และมาตรการที่ใช้คืออะไร  ซึ่งผู้ถามอยากให้ตอบให้เห็นบริบท และความเชื่อมโยงและการบูรณาการ (Alignment & Integration)
  4. แนวทางการเขียน
    1. เขียนให้เห็นภาพการดำเนินงานที่เป็น systematic Approach ซึ่งก็คือการทำงานที่สามารถทำซ้ำได้ และใช้ข้อมูลและข่าวสารเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ หรอืจะกล่าวได้ว่า Approach ที่จัดทำเป็นระบบ คือ Approach ที่ใช้การประเมินผล การปรับปรุง การสร้างนวัตกรรม และการแบ่งปันความรู้
    2. แสดงการดำเนินการตาม Approach ของหน่วยงานต่างๆภายในองค์กร
    3. แสดงให้เห็นการเรียนรู้ โดยกระบวนการรวมถึงการประเมินผลและการปรับปรุงตามวงจร PDCA และแสดงให้เห็นศักยภาพที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงในแบบก้าวกระโดด (Breakthrough)  รวมถึงการแบ่งปันข้อมูล ความรู้ให้กับหน่วยงานอื่นภายในองค์กร เพื่อกระตุ้นให้เกิดองค์กรเรียนรู้
    4. แสดงให้เห็นการบูรณาการ โดยการบูรณาการแสดงให้เห็นการเชื่อมโยง และความสอดคล้องเข้ากันได้ระหว่างกระบวนการ การวางแผน มาตรการ การกระทำ และผลลัพธ์ ซึ่งนำไปสู่ประสิทธิภาพและประสิทธิผลขององค์กร
    5. แสดงให้เห็นจุดเน้น และความสอดคล้อง  โดยช้อพิจารณา 4 ประการที่แสดงให้เห็นจุดเน้นและความสอดคล้อง ได้แก่
      1. Organize Profile ต้องมีความชัดเจนว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญสำหรับองค์กรนี้
      2. กำหนดแผนกลยุทธ์ เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ ,Action plan และ Core competency และอธิบายวิธีการดำเนินการตามแผนกลยุทธ์เพื่อให้เกิดความสำเร็จ
      3. อธิบายการวิเคราห์และทบทวนข้อมูลผลการปฏิบัติงานขององค์กร โดยเฉพาะการวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้ในการลำดับความสำคัญ
      4. การมุ่งเน้นกระบวนการ ทั้ง ระบบงาน และ กระบวนการทำงาน โดยเฉพาะกระบวนการหลักต่อผลการปฏิบัติงานโดยรวมขององค์กร การแสดงจุดเน้นและความสอดคล้อง ระหว่าง Item ที่เป็น Process และ Item ที่เป็นผลลัพธ์ โดยแสดงให้เห็น การปรับปรุงผลการปฏิบัติงาน
    6. การตอบสนองต่อข้อกำหนดในมาตรฐานอย่างเต็มที่ ในทุกประเด็นมุ่งเน้น (Area to address) ใน Multiple Requirement
    7. พิจารณาผลลัพธ์ใน 4 มิติ ได้แก่
      1. Level = Level of Performance หรือระดับของผลการปฏิบัติงาน
      2. Trend = ทิศทางแนวโน้มของผลลัพธ์
      3. Compare = การเปรียบเทียบผลลัพธ์กับหน่วยงานที่มีภาระกิจใกล้เคียงกัน
      4. Integration = ผลลัพธ์ที่ครอบคลุม ลูกค้า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย บริการ ตลาด กระบวนการ และ Action plan ที่สำคัญ  หรือ indicator ที่แม่นยำต่อการผลการปฏิบัติงานในอนาคต หรือ ผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับเป้าประสงค์องค์กรโดยรวม


เส้นทางสู่ผลการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ
  1. การจะนำระบบคุณภาพไปพัฒนาองค์กรในด้านต่างๆ จะมี 3 เรื่องหลักๆ คือ
    1. กระบวนการคิด (Plan) โดยจะอยู่ในหมวดที่ 1 (การนำองค์กร) หมวด 2 (การวางแผนกลยุทธ์) หมวด 3 (การมุ่งเน้นลูกค้า/ตลาด)
    2. การทำหรือการดำเนินงาน (Do)  โดยจะอยู่ในหมวดที่ 5 (การมุ่งเน้นบุคลากร) และหมวดที่ 6 (การจัดการกระบวนการเพื่อไปสู้ผลลัพธ์)
    3. การปรับปรุง (Check Act) โดยอยู่ใน หมวด 4 (การคิด การวิเคราะห์ การจัดการความรู้) และหมวด 7 ผลลัพธ์
  2. การดำเนินอย่างเป็นระบบทั่วทั้งองค์กรนั้น ทั้งกระบวนการคิด และการดำเนินงาน แบ่งเป็นขั้นๆตามระดับการพัฒนาดังนี้
    1. เริ่มจากไม่มีระบบ (No System)
    2. React to problem การดำเนินการจะทำตามกิจกรรม (Activity) โดยไม่ได้ร้อยกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง สัมพันธ์กันให้เป็นกระบวนการ (Process) การดำเนินการจึงตอบสนองเรื่องเร่งด่วน หรือปัญหาที่ผ่านเข้ามา โดยไม่มีกระบวนการที่เป็นระบบรองรับ และเป้าประสงค์ขององค์กรก็ไม่มี หรือมีก็ไม่ชัดเจน ไม่ได้สื่อสารให้เกิดความชัดเจนทั่วทั้งองค์กร ว่าองค์กรจะมีทิศทางหรือเป้าประสงค์ไปทางไหน
    3. Early System approach องค์กรเริ่มเรียงร้อยกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันเป็นกระบวนการ จนสามารถใช้กระบวนการดังกล่าวซ้ำได้เพื่อจัดการงานเร่งด่วนหรือปัญหาเฉพาะหน้า (Repeatibility) มีการประเมินผลและปรับปรุง (Evaluation & Improvement) เร่ิมมีการทำงานประสานงานระหว่างหน่วยงานที่มีกระบวนการเดี่ยวกัน (Co ordination) และมีการกำหนดยุทธศาสตร์และเป้าประสงคที่์ชัดเจนและสามารถวัดได้ ขององค์กร
    4. Aligment การดำเนินงานขององค์กรมีกระบวนการที่สามารถทำซ้้าได้  และเป็นกระบวนการที่มีการประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดการปรับปรุง มีการแบ่งปันความรู้ และการประสานงานระหว่างหน่วยงาน และกระบวนการต่างๆนั้นมีการกำหนดยุทธศาสตร์หลัก และเป้าหมายอย่างชัดเจนที่จะไปบรรลุเป้าประสงค์ขององค์กร
    5. Integration การดำเนินงานขององค์กรอยู่ในรูปของกระบวนการที่ทำซ้ำได้ มีการประเมินผลเพื่อปรับปรุงอย่างต่อเนื่องในระดับที่เกิดการเปลี่ยนแปลง(Change) มีการประสานงานก้าวหน้า และยากระดับจาก coordination ไปสู่ระดับ Collaboration คือ ข้ามหน่วยงานหรือข้ามภาคส่วน (Sector) ที่เกี่ยวข้อง มองหาโอกาสที่จะเพิ่มประสิทธิภาพ หรือทำให้เกิดผลสำเร็จ ในทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผ่านการวิเคราะห์ การสร้างนวัตกรรม การแบ่งปันข้อมูลและความรู้  กระบวนการถูกวัดผลและติดตามความก้าวหน้าของกระบวนการหลัก และเป้าประสงค์หลักขององค์กร
    6. Role model คือพัฒนาอยู่ในระดับที่เป็น Best Practice ที่สามารถให้องค์กรอื่นถอดบทเรียน และนำไปประยุกต์ใช้ได้

การให้คะแนน Scoring
  1. การให้คะแนนในหมวดที่ 1-6 ที่เป็นหมวด กระบวนการ โดยกระบวนการหมายถึงวิธีที่องค์กรดำเนินการและปรับปรุง เพื่อตอบสนองต่อข้อกำหนดของหัวข้อต่างๆในเกณฑ์ โดยมีตัวแปรที่ใช้ในการประเมินกระบวนการ 4 ด้านคือ แนวทาง (Approach) การถ่ายทอดเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ (Deploy) การเรียนรู้ และการบูรณาการ (Integration) หรือเรียกย่อๆว่า ADLI
  2. การให้คะแนนในหมวดที่ 7 ที่เป็นหมวดของผลลัพธ์ โดยผลลัพธ์ในที่นี้หมายถึง Output หรือ Outcome ของหน่วยงานที่ได้ดำเนินการตามข้อกำหนดในหมวด7 โดยประเด็นที่จะพิจารณาในการให้คะแนนผลลัพธ์ ประกอบด้วย  ผลการดำเนินงานเมื่อเปรียบเทียบกับเป้าหมาย (Level) แนวโน้มของผลการดำเนินงาน (Trend)  การเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับหน่่วยงานอื่นที่มีภารกิจคล้ายคลึงกัน (Compare) และ การเชื่อมโยงและการบูรณาการ (integrate)
การ Scoring ด้านกระบวนการ (ADLI)
  1. Approach หมายถึงวิธีการที่องค์กรใช้เพื่อที่จะตอบสนองต่อข้อกำหนดในมาตรฐาน approach ต้องประกอบด้วย ความเหมาะสมของวิธีการที่ใช้ว่าสอดคล้องกับข้อกำหนดของ Item ในมาตรฐาน และบริบทหรือสภาพแวดล้อมขององค์กร และรวมถึงประสิทธิภาพของวิธีการดังกล่าวเมื่อถูกนำมาใช้จริง โดย approach เป็นตัวแปรหนึ่งที่ใช้ในการ Scoring โดยการจะให้คะแนนในส่วนของ Approach นั้น จะพิจารณาจาก
    1. ความเหมาะสม ของการ Approach นั้นไปใช้ ภายใต้บริบทขององค์กร
    2. ประสิทธิผลของการนำ Apprach นั้นไปใช้
    3. Approach นั้นจัดทำอย่างเป็นระบบ นั่นคือสามารถใช้ซ้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ บนฐานของข้อมูลข่าวสารที่เชื่อถือได้  สำหรับ Approach ที่อ่านแล้วไม่ได้จัดทำอย่างเป็นระบบ เรียกกว่า Anecdotal Information ซึ่งก็คือ ข้อมูลข่าวสารที่พูดถึงกระบวนการแบบลอยๆ โดยขาดวิธีการเฉพาะ ขาดมาตรการ ขาดกลไกการนำวิธีการสู่การปฏิบัติ ขาดการประเมินผลเพื่อการปรับปรุง และขาดปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ Anecdotal Information มักจะยกตัวอย่างและกล่าวถึงกิจกรรมย่อยของแต่ละคนหรือแต่ละงาน โดยไม่ได้พูดถึงการเรียงร้อยงานที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันและนำไปสู่เป้าหมายร่วมกัน นำมาจัดทำให้เป็นกระบวนการอย่างเป็นระบบ การที่จะเรียงร้อยงานที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ให้เป็นกระบวนการอย่างเป็นระบบ จำเป็นต้องใช้การสื่อสาร เป้าประสงค์หรือผลการปฏิบัติงานที่คาดหวัง (Performance Expectation) เพื่อให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทราบ เข้าใจ และนำไปสูการปฏิบัติ เพราะฉะนั้นการจะพิจารณากระบวนการที่จัดทำอย่างเป็นระบบ ต้องพิจารณาในเรื่องการสื่อสารผลการปฏิบัติงานที่คาดหวังของผู้บริหารทุกระดับให้กับเจ้าหน้าที่ ได้แก่ วิธีการสื่อสารที่ใช้ประจำ และเครื่องมือที่จะประเมินความสำเร็จของวิธีการสื่อสารที่ใช้
  2. Deploy คือ การดำเนินงานตาม Approach ว่าทำได้ดีในระดับใด โดยพิจารณาทั้งในด้านความกว้างและความลึก ของการดำเนินงานตาม approach โดยความกว้าง หมายถึง ความครอบคลุมของหน่วยงานในการดำเนินการตาม Approach ดังกล่าว ส่วนความลึก คือ ความสม่ำเสมอ ความถูกต้อง ของการดำเนินการตาม approach และมีความแตกต่างในการดำเนินการระหว่างหน่วยงานหรือไม่ ถ้ายังมีความแตกต่างแสดงว่ายังมี Gap ซึ่งจำเป็นต้องทำให้ไม่เกิดความแตกต่างของการดำเนินการระหว่างหน่วยงาน หรือ ปิด Gap ให้หมด การให้คะแนน Deploy จะพิจารณาจาก
    1. ความสม่ำเสมอของการดำเนิการตาม Approach
    2. ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตาม Approach เป็นอย่างดีหรือไม่
  3. Learning หมายถึง ความรู้ หรือ ทักษะใหม่ ที่ได้มาจากการประเมิน ศึกษา ประสบการณ์ และนวัตกรรม โดยเกณฑ์ของ Baldrige แบ่งการเรียนรู้ เป็น 2 ประเภทคือ การเรียนรู้ขององค์กร  และ การเรียนรู้ส่วนบุคคล โดยการเรียนรู้ขององค์กร จะประสบผลสำเร็จได้จากการวิจัยพัฒนา การประเมินผลและปรับปรุงโดยผ่านวงจร PDCA การนำความคิดเห็นจาก ผู้ปฏิบัติงาน ลูกค้า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มาเป็นปัจจัยนำเข้าในการเรียนรู้  การแลกเปลี่ยน Best Practice และการทำ Benchmarking  ส่วนการเรียนรู้ส่วนบุคคล จะประสบผลสำเร็จจากการศึกษา การฝึกอบรม และโอกาสในการได้รับการพัฒนาเพื่อไปสู่ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน การที่จะทำให้การเรียนรู้ส่วนบุคคลประสบผลสำเร็จต้องบูรณาการการเรียนรู้เข้าไปกับงานประจำที่ปฏิบัติ การเรียนรู้จะส่งผลให้เกิดความสำเร็จ และมีความยั่งยืน ทั้งต่อองค์กรและต่อบุคลากร การให้คะแนน Learning พิจารณาจาก
    1. ประเมินผลและปรับปรุง Approach ตามวงจร PDCA โดยใช้ข้อมูลข่าวสารเป็นปัจจัยนำเข้าที่สำคัญในการปรับปรุง
    2. ส่งเสริมให้เกิดการปรับปรุงแบบก้าวกระโดด จนได้นวัตกรรม
    3. มีการแบ่งปัน ความรู้และนวัตกรรมที่ได้จากการประเมินผลและปรับปรุงกับหน่วยงานหรือกระบวนการที่เกี่ยวข้อง
  4. Integration หมายถึง ความเข้ากันได้ (Harmonized) ของแผนงาน กระบวนการ ข้อมูลข่าวสาร การตัดสินใจในการจัดสรรทรัพยากร การดำเนินงาน ผลลัพธ์ และการวิเคราะห์ เพื่อสนับสนุนเป้าประสงค์ขององค์กร Integration ที่มีประสิทธิภาพนั้นเกินกว่าการ Alignment และ Integration จะสำเร็จได้ต้องอาศัยทำงาเป็นทีมร่วมกันระหว่างหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ  (ส่วนคำที่มีความหมายใกล้เคียงกับ Integration คือคำว่า Alignment โดย Alignment หมายถึง ความสอดคล้อง (Consistency) ของแผนงาน กระบวนการ ข้อมูลข่าวสาร  การตัดสินใจในการจัดสรรทรัพยากร การดำเนินงาน ผลลัพธ์ และการวิเคราะห์ เพื่อสนับสนุนเป้าประสงค์ขององค์กร  Alignment ที่มีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องมีความเข้าใจร่วมกันในเป้าประสงค์และเป้าหมาย และต้องใช้มาตรการเสริมและข้อมูลข่าวสารสำหรับการวางแผน การติดตาม การวิเคราะห์และการปรับปรุงใน 3 ระดับ คือ ระดับองค์กร ระดับกระบวนการหลัก และระดับหน่วยปฏิบัติ)  การจะให้คะแนน Integration จพิจารณาจาก
    1. Approach ที่กำหนดขึ้นสอดคล้องกับ ความจำเป็นขององค์กรที่กำหนดไว้ใน Organization Profile
    2. มาตรการ ข้อมูลข่าวสาร และกระบวนการปรับปรุงที่ใช้นั้น บูรณาการข้ามหน่วยงานหรือข้ามกระบวนการ
    3. แผนงาน กระบวนการ ผลลัพธ์ การวิเคราะห์ การเรียนรู้ และการกระทำ ประสานสอดคล้องข้ามหน่วยงานและข้ามกระบวนการ เพื่อสนับสนุนเป้าประสงค์ขององค์กร
การ Scoring ด้านผลลัพธ์ (LeTCI)
  1. Level คือ ระดับของ Performance ว่าสามารถทำได้ตามเป้าหมายหรือไม่
  2. Trend  พิจารณาใน 2 เรื่อง ได้แก่
    1. แนวโน้มของผลการปฏิบัติงานว่าดีขึ้นกว่าเดิมหรือไม่ เมื่อเวลาผ่านไป หรือในกรณีที่ผลการปฏิบัติงานอยู่ในระดับที่ดีเยี่ยมแล้ว ก็จะพิจารณาความสามารถในการธำรงรักษาผลการปฏิบัติที่ดีเยี่ยมนั้นอย่างต่อเนื่องหรือไม่
    2. มีผลการดำเนินงานที่มีแนวโน้มที่ดี ในหลายเรื่องหรือไม่ (Breath)
  3. Compare โดยพิจารณาใน 2 เรื่อง คือ
    1. ผลลัพธ์เมื่อเทียบกับคู่แข่ง หรือเทียบกับหน่วยงานที่มีภารกิจเดียวกัน (compare)
    2. ผลลัพธ์เมื่อเทียบกัยองค์กรที่มีผลการดำเนินการทีเป็นเลิศ หรือ Best Practice การเปรียบเทียบกับ Best Practice จะมีชื่อเรียกเฉพาะว่า benchmark
  4. Integration พิจารณาในประเด็นของผลลัพธ์ดังนี้
    1. ผลลัพธ์ที่วัดจุดสำคัญ และแจกแจงให้เห็นความแตกต่าง (Segmentation) โดยครอบคลุมผลลัพธ์ที่บ่งบอก Performance ทั้งด้านลูกค้า ,ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การบริการ การตลาด กระบวนการ และแผนปฏิบัติงาน ที่กำหนดไว้ใน  Organization Profile
    2. ผลลัพธ์ที่นอกจากจะบ่งชี้ผลการปฏิบัติงานในปัจจุบันแล้ว ยังบ่งชี้ผลการปฏิบัติงานในอนาคต
    3. ผลลัพธ์ที่เป็นตัวเชื่อมโยงข้ามหน่วยงาน และข้ามกระบวนการ เพื่อสนับสนุนเป้าประสงค์ขององค์กร

เกณฑ์การพัฒนา UCARE
การให้้คะแนน UCARE ตาม หมวดย่อย (U-C2-A-R-E)
ทีมสุขภาพหมายถึงทีมในหน่วยงานเดียวกัน (รพ.กับ รพ.หรือ รพ.สต.กับ รพ.สต) และทีมระหว่างหน่วยงาน (ทีม รพ.กับ ทีม รพ.สต) ทีมแนวตั้งและทีมแนวนอน ทีมคร่อมสายงาน (ภาคีภาคส่วนต่างๆ)
ความต้องการของผู้รับบริการ (Health Need) หมายถึงประเด็นปัญหาหรือประเด็นพัฒนา ที่ประชาชนหรือผู้รับบริการจำเป็นต้องได้รับ โดยหมายรวมถึงในส่วนของ Felt need และ Unfelt Need (เช่นบริการส่งเสริมป้องกัน)
ระดับของการมีส่วนร่วม : ร่วมรับรู้ ร่วมคิด ร่วมดำเนินการ และร่วมประเมินผล
ความผูกพัน (engagement) หมายถึง การที่บุคลากรมีความกระตือรืนร้นในการปฏิบัติงานในหน้าที่ และในงานที่ได้รับมอบหมาย ด้วยความมุ่งมั่นเพื่อให้บุคคลพันธกิจขององค์กร
Resource หมายถึง คน เงิน ของ ความรู้  ซึ่งเป็นปัจจัยนำเข้า (Input) ของการทำงาน
Essential Care หมายถึงบริการสุขภาพที่จำเป็น สำหรับประชาชนโดยสอดคล้องกับบริบทของชุมชน และเป็นไปตามศักยภาพของเครือข่ายบริการปฐมภูมิ
เอกสารอ้างอิง
  1. เกณฑ์มาตรฐาน PCA
  2. Malcome Baldrige Health Care Criteria 2011-2012
  3. การขับเคลื่อนระบบสุขภาพระดับอำเภอ (รสอ) District Health System (DHS) ฉบับประเทศไทย
  4. Primary Care Award (PCA) พญ.สุพัตรา ศรีวณิชชากร
  5. แนวทางการประเมินเพื่อรับรอง DHS - PCA
  6. Strength Health Systems to improve health outcomes - WHO Framework for Action.
 
ศูนย์อนามัยที่ 5 ราชบุรี
Copyright © 2012 Department of Health : Ministry of Public Health