ผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 5 น.พ.ชลทิศ อุไรฤกษ์กุล
    
 
Untitled Document
Topic : ราชบุรี ในวัฒนธรรมทวารวดี (คูบัว)วันที่ 21 เม.ย. 57 ถึง 21 เม.ย. 57
ได้พบหลักฐานวัฒนธรรมทวารวดี (ประมาณพุทธศตวรรษที่ 11-15)  ที่ คูบัว อ.เมืองจังหวัดราชบุรี โดยพบโบราณสถานและโบราณวัตถุมากมาย โดยคำนวณอายุได้ประมาณ 1400 ปี โดยโบราณสถานที่สำคัญ ได้แก่ โบราณสถานหมายเลข 18 ที่วัดโขลง หมายเลข 1(โคกนายใหญ่)ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือ หมายเลข 31 (โคกวิหาร) อยู่ที่บ้านดอน ต.เกาะศาลพระ อ.วัดเพลง ซึ่งอยู่ทางด้านใต้  และหมายเลข 44(โคกนายผาด)อยู่ใกล้วัดหนองเกสร ต.เกาะศาลพระ อ.วัดเพลง ซึ่งเป็นพื้นที่ติดต่อกับตำบลคูบัว
วัฒนธรรมทวารวดี เชื่อว่าศูนย์กลางวัฒนธรรมน่าจะอยู่ที่ นครชัยศรี จังหวัดนครปฐม หรือ อู่ทองจังหวัด สุพรรณบุรี โดยมีหลักฐานพบวัฒนธรรมทวารวดี ไม่ว่าจะเป็นโบราณสถานหรือโบราณวัตถุในที่ต่างๆของประเทศไทย เช่น ที่คูบัว ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นต้น โดยอ่ารยธรรมทวารดีได้รับอิทธิพลมาจากอินเดียในช่วงพุทธศตวรรษที่ 11-15 และเริ่มเสื่อมลง ในช่วงเวลาที่อารยธรรมขอมเข้ามามีอืทธิพลมากขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 16 -18 โดยในช่วงแรกของอารยธรรมขอมนั้นนับถือฮินดู (ในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ผู้สร้างนครวัด) ต่อมาเปลี่ยนมานับถือพุทธ ลัทธิมหายาน (สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ผู้สร้างนครธม)โดยแม้จะเปลี่ยนเป็นพุทธ ไม่ได้ทำลายปราสาทแบบเขมร แต่เปลี่ยนโบราณวัตถุ โดยนำพระพุทธรูปเข้าไปแทนที่ ศิวลึงค์ เป็นต้น ช่วงปลายของทวารวดี และช่วงต้นของอารยธรรมขอม จึงมีการผสมและแลกเปลี่ยนกันเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพของท้องถิ่น จากภาพจะเห็นชายฝั่งทะเลในพุทธศควรรษที่ 10 นั้นเว้าเข้ามาในแผ่นดิน โดยทะเลจะเว้าลึกเข้าไปถึงคูบัว นั่นหมายถึงพื้นที่ของอำเภอวัดเพลง บางคนที อัมพวา และที่ตำบลคุ้งกระถิน คุ้งน้ำวนยังจมน้ำอยู่   (ที่มาของภาพ - )
แผนที่นี้ดูยาก เนื่องจากกลับทิศเหนือให้ไปอยู่ทางซ้ายมือ แทนที่จะอยู่ด้านบน  แสดงอาณาเขตของอารยธรรมทวารวดี ที่คูบัวเมื่อ 1400 ปีที่แล้ว โดยเขตเมืองโบราณเรียงตัวจากทิศเหนือไปทิศใต้ มีความกว้าง 800 เมตร ความยาว 2000 เมตร มีคูเมืองล้อมรอบ โดยคูเมืองมี 2 ชั้นและชั้นกลางเป็นคูน้ำ พื้นที่ประมาณ 2310 ไร่ 11 ตารางวา ศูนย์กลางของเมืองโบราณอยู่ที่วัดโขลงฯ อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 5 เมตร ทางด้านทิศเหนือมีห้วยคูบัวไหลผ่าน และมีห้วยชินสีห์ไหลผ่านทางด้านทิศใต้ โดยจะไหลไปออกแม่น้ำอ้อมทางทิศตะวันออก โดยคูบัวห่างแม่น้ำอ้อม 2.7 ก.ม. และห่างแม่น้ำแม่กลอง 9.1 ก.ม.ทำให้สะดวกที่จะออกสู่ทะเลทางทิศตะวันออก  ทางทิศใต้มีแนวคันดินยาวตลอดไปปากท่อ และเพชรบุรีได้ แนวคันดินรู้กันในนามของถนนท้าวอู่ทอง พื้นที่จะลาดสูงชันไปทางทิศตะวันตกซึ่งเป็นภูเขา และเป็นต้นน้ำของห้วยคูบัว และห้วยชินสีห์  หมายเลขที่กำหนดในแผนที่  คือ สถานที่ที่พบโบราณสถานหรือโบราณวัตถุ ซึ่งพบได้ทั่วไปในเขตแนวเขตเมืองโบราณ   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
โบราณสถานหมายเลข 18 วัดโขลงฯ มองจากทางทิศทิศเหนือเข้ามาหา เป็นศาสนสถานโบราณของศาสนาพุทธ มหายาน (ทราบว่าเป็นมหายาน เนื่องจากถ้าเป็นหินยานหรือเถรวาทแล้ว จะไม่มีการตกแต่งที่ฐานมากนัก สำหรับมหายานจะพบมีการตกแต่งมากกว่า) เดิมเห็นเป็นเนินดิน ซึ่งกรมศิลปากรมาทำการขุด 2 ครั้งเมื่อปี 2505-2506 และปี 2517-2518   (ที่มาของภาพ - ถ่ายจากสถานที่จริงทางทิศเหนือของโบราณสถาน)
การขุดครั้งที่ 1 เมื่อปี 2505-2506 ผลการขุดแต่ง พบโบราณวัตถุหลายประเภทได้แก่ เศียรเทวรูปปูนปั้น เชิงเทียนสำริด ประติมากรรมปูปั้นประดับอาคารรูปคนแคระ เศษชิ้นส่วนของลวดลายปูนปั้นประดับอาคาร แม่พิมพ์พระพุทธรูปปางสมาธิทำจากหินชนวนสีดำ มีอักษรจารึกอยู่ด้านหลัง  โบราณวัตถุที่พบส่วนใหญ่กำหนดอายุอยู่ในสมัยทวารวดี (พุทธศควรรษ 11-16   (ที่มาของภาพ - )
การขุดครั้งที่ 2 เมื่อปี 2517-2518  กรมศิลปากรได้ทำการขุดแต่งและบูรณะ จากการขุดแต่งเฉพาะส่วนฐาน มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดความกว้างตามแนวเหนือใต้ 22.20 เมตร ขนาดความกว้างตามแนวตะวันออก ตะวันตก 43.50 เมตร และความสูง 5.5 เมตร    (ที่มาของภาพ - ถ่ายจากสถานที่จริงทางทิศเหนือของโบราณสถาน)
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - ถ่ายจากสถานที่จริงทางตะวันตกเฉียงเหนือของโบราณสถาน)
  (ที่มาของภาพ - ถ่ายจากสถานที่จริงทางตะวันออกเฉียงเหนือของโบราณสถาน)
  (ที่มาของภาพ - ถ่ายจากสถานที่จริงทางตะวันออกเฉียงเหนือของโบราณสถาน)
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
ฐานโบราณสถานชั้นล่างสุดเป็นฐานสี่เหลี่ยม ก่อด้วยศิลาแลงฉาบปูนสูงประมาณ 1.45 เมตร   (ที่มาของภาพ - ถ่ายจากสถานที่จริงทางตะวันตกเฉียงใต้ของโบราณสถาน)
ฐานชั้นล่างเป็นศิลาแลง   (ที่มาของภาพ - )
เหนือฐานศิลาแลงขึ้นไปเป็นฐานชั้นที่ 2 ก่อด้วยอิฐเป็นฐานบัวโค้ง   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - ถ่ายจากสถานที่จริงทางใต้ของโบราณสถาน)
ถัดขึ้นไปเป็นฐานหน้ากระดาน มีเสาประดับผนังรูปสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ แบ่งผนังออกเป็นช่องๆ ระหว่างช่องเสาประดับผนังมีร่องรอยของกรอบซุ้มจระนำขนาดเล็ก    (ที่มาของภาพ - )
ฐานหลักจากการขุดครั้งแรกพบว่าลักษณะซุ้มจระนำที่พบนั้นเป็นซุ้มยอดแหลม ซึ่งมีหลักฐานมีสภาพสมบูรณ์เพียงซุ้มเดียว และเป็นข้อมูลที่สำคัญที่ทำให้ทราบได้ว่า ผนังของฐานสถานโบราณโดยรอบนั้น คงจะมีซุ้มจระนำยอดแหลมตั้งสลับกับเสาประดับผนังโดยตลอด ลักษณะโบราณสถานหมายเลข 18 คล้ายคลึงกับศาสนสถานคลังนอก และคลังใน ของเมืองศรีเทพ  อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ (ซึ่งจะนำมาเปรียบเทียบในภาพต่อๆไป ระหว่าง โบราณสถานคลังนอก ที่ศรีเทพ เพชรบูรณ์ กับโบราณสถานที่วัดโขลง คูบัว ราชบุรี)   (ที่มาของภาพ - ถ่ายจากสถานที่จริงทางทิศใต้ของโบราณสถาน)
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
ซูมให้เห็นชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 ให้ชัดๆ   (ที่มาของภาพ - )
ซูมให้เห็นชั้นที่ 3 ซึ่งเห็นเป็นเสาจาระนำ ส่วนซุ้มจาระนำไม่เห็นเนื่องจากขุดไม่พบ แต่ทราบว่าเป็นยอดแหลม   (ที่มาของภาพ - )
ซูมให้เห็นเสาจระนำทั้ง 2 เสา ซึ่งโดยปกติถ้าสมบูรณ์ระหว่างเสาจะเป็นซุ้มเรียกว่าซุ้มจระนำ   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
ถ่ายทางมุมประสาททางทิศใต้ เพื่อให้เป็นบันไดทางทิศตะวันออก ขึ้นไปสู่ด้านบนของโบราณสถาน โดยด้านบนใช้เป็นที่ประทักษิณ หรือเดินเวียนขวาเพื่อแสดงความเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์   (ที่มาของภาพ - )
 โบราณสถานหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีบันไดทางขึ้นไปสู่ลานประทักษิณด้านบน ยื่นยาวออกจากฐาน 21.5 เมตร    (ที่มาของภาพ - ถ่ายจากสถานที่จริงทางทิศตะวันตกออกของโบราณสถาน)
ถ้าพิจารณาจากโบราณสถานคลังใน และคลังนอก ของ ศรีเทพ เพชรบูรณ์ ตัวโบราณสถานก็จะมีทางขึ้นไปสู่ขึ้นบนเหมือนกัน (จะนำมาเปรียบเทียบให้ดูต่อไป)   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
ส่วนของบันไดทางขึ้นด้านซ้าย    (ที่มาของภาพ - )
ส่วนของบันไดทางขึ้นด้านขวา   (ที่มาของภาพ - )
ส่วนบนของโบราณสถานเป็นลานประทักษิณขนาดใหญ่ ทางด้านตะวันตกมีฐานก่ออิฐยกพื้น เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดความกว้าง 7.5 ความกว้าง 12.5 เมตร และความสูง 1.5 เมตร ซึ่งโบราณสถานคลังนอก ของศรีเทพ ชั้นบนก็เป็นที่ประทักษฺณในลักษณะที่ใกล้เคียงกัน (จะนำรูปมาเปรียบเทียบกันต่อไป)   (ที่มาของภาพ - )
ด้านข้างทั้ง 2 ข้างของส่วนที่ยกพื้นที่ชั้นบนด้านทิศตะวันตก มีบันไดทางขึ้นทั้ง 2 ด้าน ให้สามารถเดินรอบได้   (ที่มาของภาพ - )
บริเวณด้านหลังของฐานสี่เหลี่ยมยกพื้น    (ที่มาของภาพ - )
แท่นปูนกลีบบัว ไม่ทราบว่าเป็นของสมัยใด   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
ก้อนศิลาแลงที่วางไว้ใกล้ฐานยกพื้นชั้นบนของโบราณสถาน   (ที่มาของภาพ - )
ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของโบราณสถานหมายเลข 18(ด้านซ้ายมือของรูป) พบโบราณสถานขนาดเล็ก มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ก่อด้วยอิฐขนาดความยาวด้านละ 12.40 เมตร ความสูง 0.20 เมตร สันนิษฐานว่าเป็นฐานโบราณสถานรูปทรงสี่เหลี่ยม    (ที่มาของภาพ - ถ่ายจากสถานที่จริงชั้นบนของโบราณสถานด้านทิศตะวันตก ขณะเดินลง)
ถ่ายภาพขณะเดินลงจากชั้นบน เพื่อให้เห็นบันไดทางลง   (ที่มาของภาพ - )
ถ่ายจากด้านบนให้เห็นฐานสี่เหลี่ยมด้านตะวันออกเฉียงเหนือของประสาท ไม่ทราบว่าเป็นโบราณสถานที่ทำอะไร   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
ลักษณะของโบราณสถานเป็นฐานสี่เหลี่ยมก่ออิฐซ้อนกัน 3 ชั้น ต่อจากนั้นจึงก่อเป็นรูปซุ้มสี่เหลี่ยนจัตุรัสขนาดเล็กเป็นช่องๆโดยรอบด้านละ 16 ซุ้ม มีร่องรอยของการฉาบปูนข้อสังเกต ระดับพื้นของโบราณสถานขนาดเล็กนี้อยู่สูงกว่าระดับพื้นของโบราณสถานหมายเลข 18 และส่วนของฐานชั้นล่างสุดไม่มีการก่อด้วยอิฐศิลาแลงก่อน  จึงทำให้สันนิษฐานได้ว่า โบราณสถานขนาดเล็กนี้น่าจะสร้างในระยะหลัง   (ที่มาของภาพ - )
ภาพเปรียบเทียบ ด้านซ้ายจะเป็น เขาคลังนอก ศรีเทพ เพชรบูรณ์ ภาพขวาเป็นโบราณสถานหมายเลข 18 ตำบลคูบ้ว ราชบุรี   (ที่มาของภาพ - )
เปรียบเทียบฐานชั้นที่ 1 และที่ 2   (ที่มาของภาพ - ภาพคลังนอกจาก OK Nation)
เปรียบเทียบบันไดทางขึ้นไปสู่ชั้นบน   (ที่มาของภาพ - ภาพคลังนอกจาก OK Nation)
เปรียบเทียบเสาและซุ้มจระนำของทั้ง 2 แห่ง   (ที่มาของภาพ - ภาพคลังนอกจาก OK Nation)
เทียบเทียบลานประทักษิณด้านบน เกิดคำถามว่า ศรีเทพ เพชรบูรณ์ กับคูบัว ราชบุรี ห่างกันมาก เมื่อ 1400 ปี ก่อนการเดินทางคงไม่สะดวกเหมือนตอนนี้ แล้ว อะไรทำให้สถาปัตยกรรมของทั้ง 2 แห่งมีความคล้ายคลึงกันมาก ใครลอกใคร หรือลอกจากอินเดียทั้งคู่ การใช้ช่างชุดเดี่ยวกันก็ไม่น่าจะใช่ หรือมีการเขียนพิมพ์เขียวหลักๆออกมา จากนั้นก็ทำตามพิมพ์เขียว ซึ่งสามารถดัดแปลงไปได้ในแต่ละพื้นที่     (ที่มาของภาพ - ภาพคลังนอกจาก OK Nation)
  (ที่มาของภาพ - )
โคกนายใหญ่ ตั้งอยู่ที่ตำบลคูบัว อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ใกล้สถานีรถไฟคูบัว    (ที่มาของภาพ - )
มีลักษณะเป็นฐานเจดีย์ มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดกว้างยาวด้านละ 10.30 เมตร สูง 3.15 เมตร ฐานชั้นล่างเป็นฐานประทักษิณรูปสี่เหลี่ยม ฐานชั้นที่สองเป็นฐานขององค์เจดีย์ ลักษณะเป็นฐานบัวโค้งถัดขึ้นไปเป็นช่องซุ้มรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซ้อนกันเป็นสองชั้นไม่ปรากฏร่องรอย การประดับปูนปั้นภายในซุ้ม ส่วนยอดของเจดีย์ชำรุดมาก ไม่สามารถบอกรูปทรงได้แน่นอน

  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
ฐานชั้นที่สองเป็นฐานขององค์เจดีย์ ลักษณะเป็นฐานบัวโค้งถัดขึ้นไปเป็นช่องซุ้มรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซ้อนกันเป็นสองชั้นไม่ปรากฏร่องรอย การประดับปูนปั้นภายในซุ้ม ส่วนยอดของเจดีย์ชำรุดมาก ไม่สามารถบอกรูปทรงได้แน่นอน 
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
 ตั้งอยู่ที่ หมู่ 3 ต.ตำบลเกาะศาลพระ 
 

  (ที่มาของภาพ - )
มีลักษณะเป็นเจดีย์ขนาดใหญ่ แผนผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสยาวด้านละ 22 เมตร ฐานชั้นล่างสุดมีบันไดยื่นออกมาทั้ง 4 ด้าน ยาวประมาณ 2.30 เมตร ปัจจุบันเหลือร่องรอยอยู่เพียง 3 ด้าน ยกเว้นด้านทิศใต้ซึ่งชำรุดหมด บนฐานสี่เหลี่ยม เป็นลานประทักษิณ รอบองค์เจดีย์พบร่องรอยของปูนฉาบ พื้นฐานชั้นที่สองเป็นฐานบัวมีช่องซุ้ม ส่วนของยอดเจดีย์ไม่สามารถระบุรูปทรงได้เนื่องจากอยู่ในสภาพชำรุด   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
 จากการขุดแต่งในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ และ  พ.ศ. ๒๕๓๙ โบราณวัตถุที่พบส่วนใหญ่เป็นรูปปั้นรูปใบหน้าบุคคลและเศียรพระพุทธรูปและเทวดา
  (ที่มาของภาพ - )
พบเศษศิลาแลงที่บริเวณรอบๆโบราณสถานโคกวิหาร และโบราณสถานอยู่ติดกับบ้านเรือนประชาชน เห็นรั้วบ้านด้านหลัง   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
ถ่ายจากรั้วบ้านของชาวบ้านที่อยู่ติดโคกวิหาร    (ที่มาของภาพ - )
บริเวณด้านหลังของโคกวิหารที่มีสภาพทรุดโทรมมาก   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
โคกนายผาดตั้ง อยู่ที่หมู่ 1 ตำบลเกาะศาลพระ บริเวณใกล้วัดหนองเกสร ซึ่งอยู่ทางด้านใต้ของอาณาเขตเมืองโบราณ  ป้ายชื่อและคำบรรยายจางจนมองไม่เห็น    (ที่มาของภาพ - )
โบราณสถานแห่งนี้มีลักษณะเป็นฐานเจดีย์ขนาดกว้างตามแนวตะวันออก - ตะวันตก 13.70 เมตร ยาวตามแนวเหนือ - ใต้ 17.8 เมตร ฐานชั้นล่างเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีบันไดยื่นออกมาทั้งสี่ด้าน ฐานชั้นที่สองในแต่ละด้านมีขนาดเล็กยื่นซ้อนกันออกมา 3 ชั้น ถัดขึ้นไปเป็นฐานบัวโค้งรองรับซุ้มสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก    (ที่มาของภาพ - )
จากการขุดแต่งในปี พ.ศ.2504 ด้านทิศตะวันออกพบประติมากรรมรูปสิงโตนั่งสลับกับสิงโตยืน ส่วนผนังอีกสามด้านเป็นรูปคนแคระเป็นแบบอิทธิพลศิลปะลังกา นอกจากนั้นเป็นเศียรพระพุทธรูปหรือเทวดาซึ่งทำมาจากปูนปั้น   (ที่มาของภาพ - )
อยู่ติดถนน ถนนดังกล่าว ถ้าวิ่งตรงขึ้นไป จะไปถึงถนนที่ตัดผ่านโบราณสถานหมายเลข 18 วัดโขลงฯ คูบัว   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
วัฒนธรรมทวารวดี มักจะไปแกะสลักเกี่ยวกับพุทธประวัติที่ถ้ำ โดยถ้าเป็นศรีเทพ เพชรบูรณ์ก็จะเป็นถ้า ถมอรัตน์ ที่ห่างออกไป 20 ก.ม. สำหรับที่คูบัว จะเป็นถ้ำเขางู ซึ่งมีโบราณวัตถุและภาพแกะสลักที่ถ้ำบริเวณเขางู ซึ่งเป็นศิลปสมัยทวารวดี  ซึ่งจะกล่าวต่อไป 
ต่อมาในราวพุทธศตวรรษที่ 16  อารยธรรมทวารวดีเริ่มเสื่อมลง โดยเฉพาะเมืองโบราณแห่งนี้ เมืองคูบัวก็เลื่อมลง เหตุที่เสื่อมลงเชื่อกันว่า น่าจะมาจาก 2 สมมุติฐาน คือ อำนาจขอม (เขมรโบราณ) แผ่อำนาจและอิทธิพลเข้ามาในภาคกลางของประเทศไทย  จึงทำให้ชุมชนอารยธรรมทวารวดีเคลื่อนย้านหนีภัยสงครามไปหาที่ตั้งชุมชนของตนในที่แห่งใหม่ อีกสมมุติฐานหนึ่ง เชื่อว่าย้ายเมืองเพราะ เส้นทางคมนาคมทางน้ำเปลี่ยนแปลงไป  จึงย้ายไปตั้งเมืองใหม่บริเวณวัดมหาธาตุ     (ที่มาของภาพ - )