ผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 5 น.พ.ชลทิศ อุไรฤกษ์กุล
    
 
Untitled Document
Topic : วัดเขาวัง ราชบุรีวันที่ 23 ส.ค. 57 ถึง 23 ส.ค. 57
เป็นวัดเก่าสร้างเมื่อปี 2330 สมัยพระเจ้าตากสินมหาราช ต่อมา ร.5 เสด็จประพาสบนยอดเขาเมื่อปี 2514 จึงโปรดให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์สร้างวังขึ้นที่นี้เรียกเขาวัง โดยย้ายวัดเดิมไปยังวัดสัตตนารถในปัจจุบัน  รัชกาลที่ 5 ใช้รับทูตชาวโปรตุเกสเมื่อปี 2426 ครั้งเดียวจากนั้นก็ไม่ได้ทรงประทับอีกเลย ทำให้วังทิ้งร้างไป ต่อมาจึงได้กลับมาสร้างวัดใหม่ในปี 2475 
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงฉายพระรูปร่วมกับพระราชโอรสและข้าราชการบริพารบริเวณพระราชวังบนเขาสัตตนารถ(เขาวัง ราชบุรี)     (ที่มาของภาพ - )
มูลเหตุการสร้างวัด สภาพของเขาวังได้กลายเป็นป่ารกชัฏ มีต้นไม้และเถาวัลย์น้อยใหญ่ขึ้นปกคลุมและเป็นที่อาศัยของสัตว์นานาชนิด เป้นวังร้างตลอดมา เป็นเวลา ๔๐ ปีเศษ คงเหลือแต่ซากท้องพระโรงและพรตำหนักที่บรรทมมีลักษณะปรักหักพังมาก แต่ยังมีหลังคาพอที่จะเป็นที่อาศัยได้บ้าง ส่วนบานประตู หน้าต่าง และพื้นไม่มีเพราะถูกรื้อถอนไปหมด
เมื่อท่านทั้งสองได้พบพระราชวังชำรุดทรุดโทรมเพราะภัยธรรมชาติ ทั้งพระตำหนักที่บรรทมและท้องพระโรงเก่าก็อยู่ในสภาพที่ปรักหักพังน่าสังเวชสลดใจ จึงคิดที่จะบูรณะขึ้นใหม่ ในระหว่างนั้น ท่านได้พำนักอาศัยบำเพ็ญสมถะวิปัสสนาอยู่ที่โคนต้นไม้ใหญ่ ได้มีชาวบ้านในละแวกนั้นศรัทธาเลื่อมใสเป็นจำนวนมาก ต่อมาเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2471 พระครูพรหมสมาจารได้มอบหมายให้หลวงสวรรค์เทพกิจ คหบดีของเมืองราชบุรี กับพระยาอรรถกวีสุนทร ข้าหลววงประจำจังหวัดราชบุรี ทำการยื่นเรื่องขอพระราชทานพระราชวังกับภูเขาสัตตนาถให้เป็นที่ธรณีสงฆ์เหมือนดังเดิม โดยผ่านทางกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงมหาดไทยได้ปรึกษากับกระทรวงธรรมการ ซึ่งกระทรวงธรรมการได้แจ้งว่า ทางฝ่ายคณะสงฆ์พอใจรับ จึงได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 และได้ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชอุทิศให้เป็นที่ธรณีสงฆ์ เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2472 และได้ลงประาศในหนังสือราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 46 หน้า 218 วันที่ 22 เมษายน พ.ศ.2472 
จนถึงปี พ.ศ.2467 พระครูพรหมสมาจารและพระครูภาวนานิเทศก์ ได้เดินทางปฏิบัติธุดงควัตรมาถึง ณ เขาวังแห่งนี้ และเห็นว่าเป็นสถานที่อันสงัด เหมาะเป็นที่พำนักบำเพ็ญสมณธรรมเป็นอย่างยิ่ง จึงได้พักแรมเพื่อปฏบัติธุดงควัตร บำเพ็ญสมณธรรมเป็นการชั่วคราว และได้ถือเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมถาวรนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2467 เป็นต้นมา
  (ที่มาของภาพ - )

ภายหลังจากได้รับพระราชทานพระราชวังและภูเขาสัตตนาถแล้ว พระครูพรหมสมาจารจึงได้ทำการรื้อพระราชวังที่ประทับเฉพาะส่วนที่ชำรุดทุดโทรม แล้วต่อเติมกำแพงผนังโดยเสริมคอนกรีตจากกำแพงผนังพระราชวังเดิม สร้างเป็นพระอุโบสถ โดยเทคอนกรีตทั้งหลัง มุงด้วยกระเบื้องเคลือบอย่างดี ติดช่อฟ้า ใบระกา ลงรักปิดทอง ติดกระจก โดยได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ.2473 และดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2475 ตั้งชื่อวัดนี้ว่า "เขาวัง"   (ที่มาของภาพ - )
ในการสร้างพระราชวังครั้งนัี้น ได้ทำทางขึ้นเป็นสองทาง อ้อมขึ้นไปรอบเขา รถยนต์สามารถขึ้นไปได้ทางหนึ่ง และมีทางตรงเป็นทางเดินเท้าต่อขึ้นไปจนถึงหน้าท้องพระโรงอีกทางหนึ่ง    (ที่มาของภาพ - )
ที่เชิงเขาด้านตะวันออกมีโรงทหารรักษาพระองค์ ๑ โรง ด้านพลับพลาเชิงเขามีโรงรถม้า โรงม้า ตรงทางสองแพร่งมีกระโจมสำหรับทหารยาม ต่อขึ้นไปมีโรงทหารมหาดเล็กสร้างเป็นแถวยาวหลังหนึ่ง    (ที่มาของภาพ - )
เหนือขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งมีทีมดาบตำรวจอยู่ตรงหน้าท้องพระโรง มีกำแพงแก้วล้อมรอบ ถัดมาเป็นท้องพระโรง ต่อจากท้องพระโรงเข้าไปเป็นพระที่นั่ง ต่อไปข้างหลังเป็นห้องเสวยและเป็นที่สำหรับพวกโขนอยู่   (ที่มาของภาพ - )
บันไดทางขึ้นไปสู่อุโบสถ โดยอุโบสถหลังนี้เดิมเป็นพระราชวังในส่วนที่ที่ประทับ     (ที่มาของภาพ - )
อุโบสถถ่ายเมื่อเมื่อวันที่ 23 ส.ค.57 ขณะทำการบูรณะ   (ที่มาของภาพ - )
รูปอุโบสถถ่ายจาก Web Site โดยใบเสมาของอุโบสถดังกล่าวจะแนบติดผนัง   (ที่มาของภาพ - ภาพจาก Web Site เนื่องจากกำลังทำการบูรณะอุโบสถอยู่่)
อุโบสถด้านหลัง   (ที่มาของภาพ - ภาพจาก Web Site เนื่องจากกำลังทำการบูรณะอุโบสถอยู่่)
  (ที่มาของภาพ - ภาพจาก Web Site เนื่องจากกำลังทำการบูรณะอุโบสถอยู่่)
อุโบสถด้านช้าง   (ที่มาของภาพ - ภาพจาก Web Site เนื่องจากกำลังทำการบูรณะอุโบสถอยู่่)
พระประธานในพระอุโบสถ ส่วนประตูด้านหลังซ้ายขวา เมื่อเข้าไปจะเป็นส่วนที่ประทับของรัชกาลที่ 5 (ช่างที่ทำการบูรณะเล่าว่า ด้านในมีเตียงบรรทมของรัชกาลที่ 5)   (ที่มาของภาพ - ภาพจาก Web Site เนื่องจากกำลังทำการบูรณะอุโบสถอยู่่)
ใบเสมาของวัดเขาวัง จะติดแนบผนังอุโบสถ จารึกว่าวัดนี้สร้างในปี 2475   (ที่มาของภาพ - )
หลังอุโบสถมีเจดีย์ย่อมุมไม้ 20 
วิธีคิดดั้งเดิมนั้น เจดีย์เป็นที่สำหรับแสดงสิ่งสูงสุด และแสดงทรรศนะแม่บทหรือภาวะสูงสุดที่เป็นศูนย์กลางของระบบความเชื่อชุดหนึ่ง ดังนั้น การออกแบบเชิงพื้นที่และองค์ประกอบต่างๆของเจดีย์ จึงมักจะเป็นการให้บทสรุปและการกลั่นกรองเพื่อแสดง จดบันทึก สืบทอดภูมิธรรมและภูมิปัญญาต่อสรรพสิ่งของชุมชนนั้นๆไปด้วย ด้วยเหตุนี้ เราจึงสามารถศึกษารายละเอียด การจัดวาง และองค์ประกอบต่างๆ ของเจดีย์กับองค์ประกอบทั้งมวลในอาณาบริเวณเดียวกัน     (ที่มาของภาพ - Web Site GotoKnow โดย วิรัตน์ คำศรีจันทร์)
เพื่อเข้าถึงระบบความรู้พื้นฐานของสังคมต่างๆได้เป็นอย่างดีเหมือนกับอ่านหนังสือและการจารึกภูมิปัญญาไว้ในรูปแบบต่างๆ โดยทั่วไปแล้วรูปทรงเจดีย์ในพุทธศาสนามักจะเป็นทรงกลม บัวคว่ำ บาตรคว่ำ ในลีลาต่างๆ หากเป็นทรงเหลี่ยมก็จะเป็นรูปแบบการก่อสร้างพระปรางค์ในขนบศาสนสถานของพรามณ์และฮินดู ซึ่งก็จะมีสัณฐานเหมือนลูกมะเฟือง การนำทั้งสองอย่างมาผสมผสานเข้าด้วยกันทำให้เกิดรูปแบบเจดีย์แบบย่อมุมไม้ ซึ่งเจดีย์แบบย่อมุมไม้ที่ได้ความลงตัวจนถือเป็นแบบฉบับและหมุดหมายของยุคสมัยทางศิลปะนั้น เจดีย์แบบย่อมุมไม้สิบสองวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามฯ ได้ชื่อว่าเป็นต้นแบบถึงขั้นเป็นศิลปะของยุครัตนโกสินทร์   (ที่มาของภาพ - Web Site GotoKnow โดย วิรัตน์ คำศรีจันทร์)
ผู้สร้างและปี พ.ศ.ที่สร้างเจดีย์    (ที่มาของภาพ - )
การย่อมุมไม้สิบสอง เป็นการทำให้มุมทั้ง ๔ ด้านของรูปทรง ๔ เหลี่ยมแต่ละเหลี่ยม ย่อเป็นริ้วเล็กๆด้านละ ๓ เหลี่ยมซึ่งมีนัยยะถึงพระรัตนตรัยและความเป็นองค์สามของหมวดธรรม เมื่อรวมทั้ง ๔ ด้านก็เป็น ๑๒ มุม ทำให้ทรง ๔ เหลี่ยมปลายสอบของเจดีย์ลดความทึบตันและก่อเกิดรูปแบบใหม่ของเจดีย์    (ที่มาของภาพ - GotoKnow โดย วิรัตน์ คำศรีจันทร์)
ส่วนที่เจดีย์ของวัดเขาวังนี้ เป็นการทำให้แต่ละมุมเป็นริ้วย่อลงเหลี่ยมละ ๕ ริ้วหรือ ๕ มุม(โปรดดูภาพประกอบ) ซึ่งมีนัยยะต่อขันธ์ ๕ และหมวดธรรมเบญจขันธ์ เมื่อรวมกันทั้ง ๔ ด้านก็จะเป็นการย่อมุม ๒๐ ทำให้องค์เจดีย์ทรงเหลี่ยมขนาดใหญ่ไม่ทึบตัน สามารถทำให้เพรียวเสียดยอดราวกับความเป็นวัตถุและปัจจัยการปรุงแต่งทั้งหลายกลมกลืนเลือนหายเป็นหนึ่งกับความว่างเปล่า เชื่อมผสานผืนดิน-แผ่นฟ้าเข้าด้วยกัน สื่อสะท้อนปรัชญา รวมทั้งสื่อถึงวิถีคิดเกี่ยวกับสรรพสิ่งและภาวะหลุดพ้นสูงสุดในหลักคิดที่มาในพุทธธรรม   (ที่มาของภาพ - Web Site GotoKnow โดย วิรัตน์ คำศรีจันทร์)
ด้านซ้ายมือคือท้องพระโรงที่ออกว่าราชการ ซึ่งติดต่อกับที่่ประทับ (ปัจจุบันคือพระอุโบสถ)   (ที่มาของภาพ - )
ด้านหน้าของท้องพระโรง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมาประทับที่พระราชวังแห่งนี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น คือ เมื่อคราวเสด็จกลับจากประพาสไทรโยคและรับราชทูตโปรตุเกส เมื่อ 16 ก.พ. 2420 แล้วก็ไม่ได้เสด็จประทับอีกตลอดรัชกาล พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ก็ไม่ทรงโปรดและมิได้เสด็จไปประพาสเลย พระราชวังนี้จึงถูกทิ้งร้างอยู่ตลอดรัชกาล     
       ต่อมาในรัชสมัยรัชกาล 7 ตัวพระที่นั่งต่างๆ ชำรุดทรุดโทรมมาก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริเห็นว่า ถ้าจะคงรักษาไว้เป็นพระราชวังต่อไปอีก จะทำให้สิ้นเปลืองพระราชทรัพย์ในการซ่อมแซมรักษามาก ทั้งมิได้ตั้งพระราชหฤทัยจะเสด็จไปประพาสอีกด้วย พระราชวังนี้จึงถูกทิ้งให้รกร้างเป็นวังร้าง มิได้ทำการซ่อมแซมใดๆเลย ได้มีต้นไม้นานาชนิดขึ้นปกคลุมจนกลายสภาพเป็นป่ารกชัฎเป็นที่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด   (ที่มาของภาพ - )
ประตูด้านหน้ามีประวัติของวัดเขาวังติดอยู่ จากข้อมูลที่ติดทำให้ทราบว่า เมืองราชบุรีมีพระราชวังอยู่ 2 แห่ง  คือพระราชวังริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง และพระราชวังบนเขาอีกแห่งหนึ่ง ทั้ง 2 แห่งสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 
พระราชวังริมน้ำ  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าให้สร้างตรงพลับพลาเดิม (พลับพลานี้สร้างสำหรับเป็นที่ประทับเวลาเสด็จประพาสหัวเมืองชายทะเล พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยประทับครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2398) ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อยู่ทางฝั่งตะวันตกตรงข้ามกับตัวเมืองราชบุรี  ได้ก่อกำแพงล้อมรอบและสร้างพระที่นั่งทำเป็นตึกหลังใหญ่อยู่กลางสวนหลังหนึ่ง แต่ยังไม่เสร็จ ครั้งเมื่อได้จัดตั้งกองทหารขึ้น ทรงเห็นความจำเป็นในทางทหารมากกว่าพระองค์ จึงโปรดให้ใช้เป็นโรงทหารอยู่ระยะหนึ่ง จนกระทั่งทหารได้จัดสร้างที่ขึ้นใหม่ และได้ย้ายไปอยู่ ณ.ที่สร้างขึ้นใหม่นั้นแล้ว จึงได้พระราชทานพระราชวังนี้ให้แก่ตำรวจต่อไป  และปรากฎว่าทางตำรวจได้ใช้เป็นสถานีตำรวจประจำจังหวัดราชบุรีเรื่อยมาจวบจนปัจจุบันนี้
  (ที่มาของภาพ - )
วังที่อยู่บนเขา มูลเหตุในการสร้างพระราชวังแห่งนี้ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายในหนังสือประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 6 ว่า รัฐบาลประสงค์ที่จะทำนุบำรุงหัวเมืองฝั่งตะวันตกให้เจริญชึ้น จึงได้มีการขุดคลองภาษีเจริญและคลองดำเนินสะดวก ในตอนปลายสมัยรัชกาลที่ 4  ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ทางไปมาค้าขายในระหว่างกรุงเทพและราชบุรีสะดวกขึ้น สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ที่เป็นผู้สำเร็จราชการในสมัยนั้น ได้ไปยังเมืองราชบุรีอยู่บ่อยครั้ง และเห็นว่าชัยภูมิของเมืองราชบุรีนี้เป็นสถานที่ที่ควรเสด็จประพาส  ด้วยเป็นสถานที่ที่น่ารื่นรมย์และสะดวกในการประพาสเมืองเพชรบุรี  และด้วยเหตุนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5  จึงให้รับสั่งโปรดให้เจ้าพระยาสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ และเจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี ซึ่งอำนวยการสร้างพระนครคีรีมาด้วยกัน ให้สร้างพระราชวังขึ้นที่เมืองราชบุรีอีกแห่งหนึ่ง   (ที่มาของภาพ - )
บริเวณด้านในของท้องพระโรง ปัจจุบันใช้เป๋นที่ปฏิบัติธรรมของแม่ชี กระจกสีรอบท้องพระโรง ซึ่งเป็นของเก่า   (ที่มาของภาพ - ภาพจาก Web site)
สถาปัตยกรรมด้านในของท้องพระโรง ที่ด้านหลังมีประตู คาดว่าเมื่อรัชกาลที่ 5 ออกว่าราชการในท้องพระโีรง น่าจะเสด็จจากที่ประทับที่อยู่ด้านหลังท้องพระโรงผ่านเข้ามายังประตูหลังดังกล่าว   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
กลอนประตูสมัยโบราณ เนื่องจากบานประตูค่อนข้างใหญ่และสูง จึงต้องทำกลอนประตูยาว เพื่อให้ปิดกลอนประตูได้สะดวก   (ที่มาของภาพ - )
ลวดลายกระเบื้องที่ด้านหน้าท้องพระโรง   (ที่มาของภาพ - )
ด้านข้างของท้องพระโรง   (ที่มาของภาพ - )
ด้านหลังของท้องพระโรง   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
วัดเขาวัง เป็นวัดที่ได้พัฒนาตัวเอง ด้วยการก่อร่างสร้างตัวด้วยทุนทรัพย์ของพุทธศาสนิกชน ผู้มีความเลื่อมใสศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนา กอปรด้วยความสามารถของท่านเจ้าอาวาสทั้ง 2 ท่าน คือ ท่านพระครูพรหมสมาจาร ปฐมเจ้าอาวาส และท่านพระครูภาวนานิเทศก์ เจ้าอาวาสวัดรูปที่ 2 ได้พัมนาจากวัดป่าที่จากเดิมไม่มีถาวรวัตถุมากนัก และปราศจากผู้คนเข้าไปอยู่อาศัย มีต้นไม้น้อยใหญ่ขึ้นปกคลุมมากมาย ให้กลับกลายมาเป็นสถานที่รื่มรมย์ เป็นที่เหมาะสมสำหรับประพฤติบำเพ็ญธรรมของเหล่าภิกษุ สามเณร อุบาสก และอุบาสิกาทั้งหลาย เป็นสถานที่ท่องเที่ยวของนักทัศนาจรและผู้ปฏิบัติธรรม ผู้รักความสงบเข้ามาหาความสุขทางใจ   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )