ผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 5 น.พ.ชลทิศ อุไรฤกษ์กุล
    
 
Untitled Document
Topic : ปราสาทพนมรุ้ง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์วันที่ 25 มิ.ย. 58 ถึง 25 มิ.ย. 58
หนึ่งในปราสาทหินในกลุ่มราชมรรคา ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 2 (บ้านดอนหนองแหน) ตำบลตาเป๊ก อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ห่างจากตัวเมืองบุรีรัมย์ลงมาทางทิศใต้ประมาณ 77 กิโลเมตร ประกอบไปด้วยโบราณสถานสำคัญ ซึ่งตั้งอยู่บนยอดภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว สูงประมาณ 200 เมตรจากพื้นราบ (ประมาณ 350 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง) คำว่า พนมรุ้ง นั้น มาจากภาษาเขมร คำว่า วนํรุง แปลว่า ภูเขาใหญ่
จุดที่น่าสนใจของปราสาทพนมรุ้ง เป็นดังภาพ ได้แก่
1.สถานที่ที่เปลี่ยนเสือผ้่าของกษัตริย์ก่อนที่จะไปนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์
2.ประตูหรือโคปุระที่มีรูปฤาษี และระเบียงคต
3.มุกด้านหน้าของเรือนธาตุ ที่มีทับหลังนารายณ์บรรทมสิทธุ์
4.ห้องของตัวปราสาทที่มีโคนันทิอยู่ด้านหน้า 
5.ตรงกลางของเรือนธาตุ เรียกห้องครรภคฤหะ มีศิวลึงค์ วางบนฐานโยนี ต่อเชื่อมลงไปตามรางออกไปด้านนอกปราสาท เรียกว่า ท่อโสมสูตร
6.บรรณาลัยที่เก็บคัมภีร์
7.ปรางอิฐ 2 องค์ที่สร้างก่อนหน้าปราสาทประธาน ที่ได้หักพังลงแล้ว
ึ8.ปรางน้อยที่อยู่ทางทิศใต้   (ที่มาของภาพ - จาก Web site (ขออนุญาตนำลง ณ.ที่นี้ด้วย))
บริเวณทางขึ้นด้านตะวันออก ซึ่งต้องชำระค่าผ่านประตูก่อนเข้าชม โดยคนไทย 30 บาท เข้าชมได้ทั้งปราสาทเมืองต่ำ และปราสาทหินพนมรุ้ง   (ที่มาของภาพ - )
ปราสาทหินพนมรุ้งอยู้บนภูเขาไฟที่ดับแล้ว ก่อนมาถึงจุดนี้ รถต้องไต่เขาขึ้นมาก่อน    (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
สถานที่ขายของที่ระลุึก รวมถึงหนังสือเกี่ยวกับปราสาทหินพนมรุ้ง ในภาพ ส่วนที่เป็นภาพแกะสลัก รูปสามเหลี่ยมที่อยู่ด้านบน ถ้าเป็นปราสาทจะเรียก หน้าบัน และส่วนที่เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้่า จะเรียกกว่าทับหลัง จะเห็นรูปหน้าที่มีแต่หัวไม่มีตัว เรียก หน้ากาล หรือ ราหู    (ที่มาของภาพ - )
ส่วนแรกเป็นศิลาแลงที่เรียงขึ้นสู่ตัวปราสาท   (ที่มาของภาพ - )
บางพื้นที่เดินยาก จึงทำเป็นไม้ให้เดินสะดวกขึ้น   (ที่มาของภาพ - )
2 ข้างทาง เห็นมีการเรียงหิน ไกด์บอกว่า เลียนแบบคนเกาหลี แต่ที่เรียงเป็นคนไทยเรียง ถ้าใครเคยไปเกาะหินงาม ในหมู่เกาะตะรุเตา ก็จะเห็นการเรียงหินเช่นนี้เหมือนกัน   (ที่มาของภาพ - )
ด้านทิศเหนือ ก่อนจะขึ้นตัวปราสาท จะมีสถานที่เปลี่ยนเครื่องทรงของกษัตริย์ ก่อนที่จะนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ ซึ่งปราสาทหินพนมรุ้ง สร้างขึ้นเพื่อบูชา พระศิวะ   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
ปราสาทหินพนมรุ้งเป็นโบสถ์พราหมณ์ลัทธิไศวะ มีการบูรณะก่อสร้างต่อเนื่องกันมาหลายสมัย ตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 ถึงพุทธศตวรรษที่ 17 และในพุทธศตวรรษที่ 18 พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรขอมได้หันมานับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน เทวสถานแห่งนี้จึงได้รับการดัดแปลงเป็นวัดมหายาน ในช่วงแรกปราสาทหินพนมรุ้ง สร้างขึ้นจากหินทรายสีชมพู ตั้งอยู่บนยอดเขาพนมรุ้งสูง 1,320 ฟุตจากระดับน้ำทะเล ชื่อพนมรุ้งแปลว่าภูเขาใหญ่ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 15-18   (ที่มาของภาพ - )
ก่อนจะถึงตัวปราสาท จะเดินผ่านทางที่เรียกว่าทางดำเนิน ทั้ง 2 ข้างจะมี เสาด้านบนเป็นรูปดอกบัวคว่ำ ซึ่งมีข้างละ 35 อัน ใช้ดอกบังแสดงถึงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ เสานี้เรียกกว่า เสานางเรียง   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
บริเวณด้านบนของตัวปราสาทแทนยอดเขาไกรลาศ ซึ่งเป็นที่อยู่ของเทพ ส่วนด้านล่าง คือเมืองมนุย์ พรมแดนที่เชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์และสวรรค์ แทนด้วยสะพานพญานาค จะเห็นว่า พญานาค 5 เศียรในที่นี้ เป็นนาคที่มีรัศมี (หัวไม่โล้น) ซึ่งนาคที่สร้างในศตวรรษที่ 16 จะหัวโล้น เหมือนนาคของประสาทเมืองต่ำส่วนนาคที่สร้างในพุทธศควรรษที่ 17 หัวไม่โล้น ดังนาคของปราสาทพนมรุ้ง แสดงว่าปราสาทเมืองต่ำสร้างก่อนปราสาทพนมรุ้งราว 100 ปี   (ที่มาของภาพ - )
ฐานที่รองบันไดนาค แกะสลักอย่างสวยงาม โดยบันไดนาคเป็นพื้นยกสูง รูป กากบาท   (ที่มาของภาพ - )
พญานาคที่บันไดนาค บางตัวเป็นของเก่า (แกะจากหิน) บางตัวเป็นของใหม่ (หล่อด้านหน้าและด้านหลังและนำมาประกบกัน)   (ที่มาของภาพ - )
นาคตัวนี้ ไม่มีไลเคน สีเขียวจับ พอดูด้านข้าง เห็นรอยประกบด้านหน้าและด้านหลัง โดยมีชั้นกลางเป็นตัวยึด แสดงว่าเป็นนาคที่หล่อใหม่  ไม่ใช่ของเก่าที่เอาหินมาแกะ (ไกด์คนเก่งของเราสอนเรา)   (ที่มาของภาพ - )
นาคตัวนี้ น่าจะเป็นของเก่า เนื่องจากเห็นรอบเขียวๆ เป็นไลเคน จับ   (ที่มาของภาพ - )
มีภาพจำหลักรูปดอกบัวแปดกลีบ อาจหมายถึงเทพประจำทิศทั้งแปด ในศาสนาฮินดู หรือเป็นจุดที่ผู้มาทำการบูชา ตั้งจิตอธิษฐาน จากสะพานนาคราชชั้นที่ 1 มีบันไดจำนวน 52 ขั้นขึ้นไปยังลานบนยอดเขา   (ที่มาของภาพ - )
ซูมเพื่อให้เห็นลายของดอกบัว 8 กลีบ    (ที่มาของภาพ - )
พญานาคถ่ายจากด้านข้าง   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
ถ้าจะขึ้นไปดูปราสาท ก็ต้องขึ้นบันได จำนวน 52 ขั้น โดย 52 แทน จำนวนสัปดาห์ต่อปี โดย 1 ปีมี 52 สัปดาห์   (ที่มาของภาพ - )
ถ่ายจากด้านบนลงมาที่สะพานนาคราช และทางดำเนินที่มีเสานางเรียงข้างละ 35 ต้น เพื่อให้ สะพานยกพื้นสูงเป็นรูปกากบาท ที่บริเวณตรงกลางที่มีการล้อมรั้วเตี้ยๆ คือ ภาพลายดอกบัว 8 กลีบ   (ที่มาของภาพ - )
ที่ชานพักของบันได จะมีเสาหินสูงราว  60 ซม.ตั้งอยู้ โดยจะมีรูตรงกลาง ใช้สำหรับปักธง เวลามีพิธีต่างๆ  หรือเรียกว่า ปักธงชัย ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ อำเภอ ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นอำเภอที่ใกล้กับตัวปราสาทพนมรุ้ง   (ที่มาของภาพ - )
ซูมลงไปเพื่อให้เห็นรูที่ใช้ปกธง   (ที่มาของภาพ - )
จะสังเกตให้ก้อนหินจะมีรูอยู่ สันนิษฐานว่าเป็นรูสำหรับยกหรือลากก้อนหินมา โดยเชื่อว่ามีการตัดหินที่บริเวณบ้านหินกรวด ซึ่งหินบริเวณนี้มีสีชมพู (สถานที่มีหลักฐานว่าเป็นที่ตัดหินของไทยมี 3 ที่ คือ ที่หินกรวดบุรีรัมย์ เพื่อไปสร้างปราสาทหินพิมาย ที่ อ.สีคิ้ว จังหวัดนครราชสีม สำหรับสร้างปราสาทหินพิมาย และที่ อ.กันทรลักษณ์ ศรีสะเกษ ไปสร้างปราสามเขาพระวิหาร)    (ที่มาของภาพ - )
เมื่อขึ้นบันได 52 ขั้นมาแล้ว ก็เห็นประตู หรือโคปุระ และมีระเบียงคตล้อมรอบประสาทที่อยู่ด้านใน ก่อนจะเข้าประตู ก็มีบันไดนาค ชั้นที่ 2    (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
เมื่อมองจากความสูงตรงนี้ลงไปด้านล่าง    (ที่มาของภาพ - )
คืนวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 เกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวนเข้าทุบทำลาย รูปปั้นทวารบาลและสัตว์พาหนะ รวมถึงมีการเคลื่อนย้ายศิวลึงค์ โดยลักษณะเป็นการทำลายแขนเทวรูปก่อน แล้วจึงนำแขนเทวรูปไปทุบกับใบหน้าสัตว์พาหนะอื่นๆ  โดยกรมศิลปากรรายงานว่าเป็นการทำลายเศียรพญานาคที่เป็นของจริง 4 เศียรจาก 11 เศียร นอกนั้นเป็นเทวรูปที่จำลองขึ้น โดยได้ทำการซ่อมสิงห์ 2 ตัวทางด้านตะวันตก และพญานาค (พญานาคที่ถูกทุบคือ องค์หน้าด้านขวามือ)   (ที่มาของภาพ - )
จากประตูของระเบียงคต สามารถมองทะลุผ่านทะลุประตู 15 บาน เห็น ศิวลึกที่อยู่เรือนธาตุตรงกลาง ผ่านไปเห็นท้องฟ้าที่อยู่ด้านหลัง เนื่องจากการก่อสร้างสร้างแนวที่ตรงกันระหว่างประตูทุกบานนี้เอง จึงพบสิ่งมหัศจรรย์ที่สามารถเห็นพระอาทิตย์ ขึ้นลอดช่องประตูทั้ง 15 บานได้ ในวันที่ 3-5 เมษายน และ 8-10 กันยายน    (ที่มาของภาพ - )
ทำเหมือนบันไดนาคชั้นแรก คือ ระหว่างกลางของสะพานมีดอกบัว 8 กลีบ ซึ่งจะเล็กกว่าชั้นแรก    (ที่มาของภาพ - )
ทับหลังเป็นรูปพระศิวะอยู่เหนือหน้ากาล ถือดอกบัว   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
ที่หน้าบันเป็นภาพจำหลักรูปฤๅษีซึงหมายถึงพระศิวะในปางที่เป็นผู้รักษาโรคภัยไข้เจ็บ หรือเรียกว่า โยคทักษิณามูรติ พระศิวะในภาคของมหาโยคีผู้ยิ่งใหญ่ ถือประคำในพระหัตถ์ขวา ประทับนั่งลลิตสนะ แวดล้อมด้วยบริวาล พระองค์สามารถรักษาผุ้คนด้วยเวทมนต์คาถา และอาจรวมหมายถึง นเรนทราทิตย์ ผู้ก่อสร้างปราสาทประธานแห่งนี้ด้วย     (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
สะพานนาคราชชั้นที่ 3 ที่เป็นส่วนต่อระหว่าง ประตูหน้าของระเบียงคตกับ เรือนธาตุด้านหน้า (มองจากด้า่นข้าง)   (ที่มาของภาพ - )
แนวเส้น 4 เส้น ที่ขีดยาวมาตลอด ตั้งแต่ สะพานนาคราช ชั้นที่ 2 มายังกึ่งกลางของประตูของระเบียงคด ไปยังช่องประตูต่างๆภายในปราสาทประธาน ออกไปยังประตูของกำแพงแก้วด้านหลัง ความตั้งใจให้ประตูทุกบานวางอยู่แนวเดียวกัน ทำให้เกิดสิ่งมหัศจจรรย์คือ เห็นพระอาทิตย์ขึ้นหรือตก ลอดช่องประตูทั้ง 15 บาน ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องบังเอิญ แต่เป็นสิ่งที่ช่างสมัยโบราณตั้งใจทำให้เกิดสิ่งนี้ขึ้น    (ที่มาของภาพ - )
ทางเข้าที่จะเข้าไปยังปราสาทประธาน ด้านหน้า ซึ่งประตูนี้คือประตูที่มีทับหลังที่โด่งดังที่สุดคือ ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์    (ที่มาของภาพ - )
หน้าบัน เป็นภาพแกะสลัก  ศิวนาฏราช หรือพระศิวะกำลังร่ายรำ
ส่วนทับหลัง แตกเป็น 3 ชิ้น ชิ้นซ้ายมือสุดยังหาไม่พบ ส่วนชิ้นกลาง เป็นชิ้นที่หายไปตั้งแต่ปี 2503 และได้คืนจากพิพิธภัณฑ์ชิคาโก้ในปี 2531 ส่วนชิ้นขวาสุด ได้คืนมาก่อนชิ้นกลาง   (ที่มาของภาพ - )
ด้านใต้ของพระศิวะ มีรูปผู้หญิง 2 คน สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นพระอุมา ส่วนด้านขวามือ คือ พระพิฆเนศ โอรสของพระอิศวร   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
ที่ทับหลังของมณฑปด้านทิศตะวันออกปราสาทประธาน เป็นภาพนารายณ์บรรทมสินธุ์ โดยพระนารายณ์บรรทมตะแคงขวา เหนือ
พระยาอนันตนาคราช ซึ่งทอดตัวอยุ่เหนือมังกรอีกต่อหนึ่งท่ามกลางเกษียรสมุทรมีก้านดอกบัวผุดขึ้นจากพระนาภีของพระองค์ มีพระพรหมประอยู่เหนือดอก
บัวนั้น พระนารายณ์ทรงถือ คฑา สังข์ (?) และจักรไว้ในพระหัตถ์หน้าซ้าย พระหัตถ์หลังซ้ายและพระหัตถ์หลังด้านขวา ตามลำดับ ส่วนพระหัตถ์หน้า
ขวา รอบรับพระเศียรของพระองค์เองทรงมงกุฏรูปกรวยกภณฑล กรองศอ และทรงผ้าจีบเป็นริ้ว มีชายผ้ารูปหาปลาซ้อนกันอยู่ 2 ชั้นด้านหน้าคาดด้วย
สายรัดพระองค์ มีอุบะขนาดสั้นห้อยประดับมีปพระลักษณมีชายาพระองค์ประทับนั้นอยู่ตรงปลายพระบาท สำหรับพระพรหม ซึ่งประทับเหนือดอกบัวนั้น มีสี่พักตร์ สี่กร   (ที่มาของภาพ - )
การบรรทมสินธุ์ของพระนารายณ์นั้น คือ การบรรทมสินธุ์ของพระ
นารายณ์นั้น คือ การบรรทมในช่วงการสร้างโลก การบรรทมแต่ละครั้ง
นั้น จะเกี่ยวกับยุคเวลาในแต่ละกัลป์ภาพทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ 
ที่ปราสาทพนมรุ้งนี้ คงได้รับอิทธิพลจากคัมภีร์วราหปุราณะ เป็นคัมภีร์
ที่ให้ความสำคัญแก่ พระนารายณ์เป็นเทพผู้ยิ่งใหญ่ในขณะที่พระนารายณ์
กำลังบรรทมอยู่นั้น ได้ทรางสุบินขึ้นจากพระนาภี บนดอกบัวได้บังเกิดพระพรหม และพระพรหมทรงเป็นผู้สร้างมนุษย์ และสิ่งต่าง ๆ    (ที่มาของภาพ - )
ถัดจากองค์พระนารายณ์มาทางซ้ายบริเวณเลี้ยวของทับหลัง มีรูปหน้า
กาลคายพวงอุบะขนาดใหญ่ เหนือหน้ากาลมีรูปครุฑ ใช้มือยึดนาคไว้
ข้างละต้นนอกจากนี้ยังปรากฏรูปสัตว์อื่น ๆ ได้แก่ นกแก้ว ลิง 
และนกหัสดีลิงค์คาบช้างอยู่ด้วย
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
ภาพนี้มี 2 สมมุติฐาน สมมุติฐานแรก คือ พิธีเบิกพรหมจรรย์ของพราหมณ์  สมมุติฐานที่ 2 คือ พิธีการรักษาผู้ป่วยที่ถูกงูกัด   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
ภาพราคะศิลป์ โยคี 2 องค์นั่งหันหลังชนกัน    (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
ภาพพระกฤษณะฆ่าพระยากงส์   (ที่มาของภาพ - )
โคนนทิ เป็นประติมากรรมวัว ตั้งอยู่บริเวณศูนย์กลางของปราสาทประธานเคียงข้างกับศิวลึงค์ โคนนทิ (อังกฤษ: Nandin) คือ พาหนะของพระศิวะ โคนนทิเป็นบุตรของพระกัศยปกับโคสุรภี พระศิวะเห็นโคสุรภีก็อยากจะได้เป็นบริวารแต่รังเกียจว่าเป็นเพศเมีย พระกัศยปจึงอาสาผสมพันธุ์กับโคสุรภี จึงให้กำเนิดเป็นวัวเพศผู้ชื่อว่า "นนทิ" แล้วถวายเป็นบริวารของพระศิวะ ทำหน้าที่เป็นผู้เฝ้าประตูวิมานบนเขาไกรลาสด้านทิศตะวันออกคู่กับมหากาลและทำหน้าที่เป็นเทพพาหนะเมื่อพระศิวะเสด็จออกภายนอก   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
โคนนทิ ถ่ายจากห้องครรภคฤหะ (ห้องศิวลึงค์) ออกไป ซึ่งจะเห็นช่องประตูทึกบานตรงกัน   (ที่มาของภาพ - )
ที่กลางเรือนธาตุ จะพบ ศิวลึงค์ ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ของพระศิวะ วางอยู่่บนฐาน (น่าจะเป็นฐานโยนี) ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ของพระอุมา  เป็นสถานที่พราหมณ์ทำพิธีศักดิ๋สิทธิ์ แล้วน้ำสรงจากการทำพิธีจะไหลไปตามทางไปสู่ท่อโสมสูตร   (ที่มาของภาพ - )
ไม่พบศิวลึงค์ที่สร้างในสมัยโน้น ศิวลึงค์ที่เห็นได้จากการบริจาค จะแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนบนเป็นรูปกลม ส่วนกลางเป็นรูป 8 เหลืยม และส่วนล่างเป็นรูป สี่เหลี่ยม   (ที่มาของภาพ - )
หลักฐานที่ว่าในกลางเรือนธาตุนั้น มีศิวลึกงค์ เนื่องจากเห็นคล้ายบ่อเพื่อรับน้ำสรงใกล้ศิวลึงค์ จากนั้นต่อเป็นรางออกไปนอกตัวปราสาทประธาน เรียก ท่อโสมสูตร   (ที่มาของภาพ - )
ท่อโสมสูตรที่ขุดพบ   (ที่มาของภาพ - )
เทพประจำทิศ มีทั้งทิศหลัก 4 ทิศ และทิศเฉียงอีก 4 ทิศรวม 8 ทิศ จากรูปเป็นพระอินทร์ 
เทพประจำทิศตะวันออก พระหัตถ์ขวาชูวัชระคู่ประทับบนช้างเอราวัณ   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
เท้าของทวารบาล   (ที่มาของภาพ - )
ปรางน้อยที่อยู่ทางทิศใต้ของตัวปราสาท สันนิษฐานว่าสร้างก่อนประสาทประธาน หรือ ราวพุทธศตวรรษที่ 16    (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
ทวารบาร ผู้ปกป้องรักษาสิ่งศักดิ์สิทธิภายในปราสาท   (ที่มาของภาพ - )
บรรณาลัย หรือสถานที่เก็บคัมภีร์   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
ปรางอิฐ 2 องค์ที่หักพังลงมาเหลือแต่ฐาน อยู่ทางทิศเหนือของปราสาทประธาน สันนิษฐานว่าสร้างก่อนปราสาทประธาน ราว พุทธศตวรรษที่ 16   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
ซุ้มประตูและระเบียงคตทางด้านทิศตะวันตก (ด้านหลัง)   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
มองลอดช่องประตูทั้ง 15 บาน โดยในวันที่ 6-8 มีนาคม และ 6-8 ตุลาคม จะสามารถมองเห็นพระอาทิตย์ตกลอดบานประตูทั้ง 15 ช่องได้   (ที่มาของภาพ - )
ทางลงทางทิศตะวันตก มี สิงห์อยู่ 2 ตัว    (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )