ผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 5 น.พ.ชลทิศ อุไรฤกษ์กุล
    
 
Untitled Document
Topic : โบราณสถานจังหวัดลพบุรีวันที่ 15 เม.ย. 61 ถึง 15 เม.ย. 61
1.พระที่นั่งและตึกต่างๆในวังนารายณ์ ลพบุรี00..
2.ตำหนักเย็นที่พระนารายณ์ทอดพระเนตรจันทรุปราคา 2228 . และสุริยุปราคา 2311
3.หอดูดาวซัลเปาโล
4.บ้านเจ้าพระยาวิชาเยนทร์
5.พระปรางค์สามยอด
พระนารายณ์ได้สร้างวังที่ลพบุรีในปี 2209 ด้วยสาเหตุ 2 ประการคือ
1.พระนารายณ์ทรงโปรดเรื่องการคล้องช้าง ซึ่งมีชุกชุมที่ลพบุรี การเดินทางไปกลับจากลพบุรี กับอยุธยาเป็นเรื่องลำบากจึงมีความประสงค์ที่จะสร้างวังที่นี่ เพื่อไม่ต้องเดินทางไกล
2.ถ้าข้าศึกมาทางเดินจากบางกอก จะเข้ามาทางอยุธยาโดยทางเรือตามแม่น้ำเจ้าพระยาจะกระทำได้โดยง่าย จึงตั้งลพบุรีเป็นราชธานีแห้งที่ 2 เมื่อเกิดยามคับขันจะได้มีทีหนีที่ไล่ได้ดีกว่ามีเมืองหลวงที่อยุธยาเพียงแห่งเดียว   (ที่มาของภาพ - ภาพจาก Web site )
วังนารายณ์แบ่งเป็น 3  Zone คือเขตพระราชฐานชั้นนอก  ชั้นกลาง และชั้นใน  
1.ชั้นนอกมีสถานที่สำคัญตือ อ่างเก็บนำที่ดึงน้ำจากอ่างซับเหล็ก  ตึกรับรองแขกเมือง สิบสองท้องพระคลัง โรงช้าง และตึกพระเจ้าเหา ซึ่งเป็นสถานที่ประชุมของเพทราชา กับหลวงสรศักด์ในช่วงที่ทำการยึดอำนาจจากพระนารายณ์
2.ชั้นกลางที่สำคัญคือ พระที่นั่งดุสิตสวรรค์สัญญมหาปราสาท ซึ่งเป็นที่ว่าราชการของพระนารายณ์ พระที่นั้งจันทรพิศาล ส่วนพระที่นั้งพิมานมงกุฏ และตึกพระประเทียบนั้นสร้างในสมัย รัชกาลที่ 4
3.ชั้นในคือ พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ ซึ่งพระนารายณ์สวรรคตที่พระที่นั่งดังกล่าวในปี 2311   (ที่มาของภาพ - จาก Web site )
  (ที่มาของภาพ - )
อ่างเก็บน้ำ  เป็นความสามารถของคนในสมัยก่อน ซึ่งต่อท่อแล้วดึงน้ำจากซับเหล็กมาเก็บเก็ยไว้ในวังนารายณ์  ซึ่งในประวัติศาสตร์เขียนว่าสามารถทำนำพุได้ที่วังแห่งนี้ เป็นการริเริ่มของการทำน้ำประปา   (ที่มาของภาพ - )
ด้านหน้ามีท่อน้ำ ส่วนด้านหลังนั้นเป็นการก่อทำกำแพงที่จะเก็บกักน้ำ   (ที่มาของภาพ - )
ท่อน้ำในสมัยพระนารายณ์   (ที่มาของภาพ - )
ส่วนที่จะทำเป็นบ่อเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งชาวดัชซ็และฝรั่งเศสมาสร้างไว้ ใช้ต่อท่อก่อิิฐยาปูนจ่ายน้ำไปทั่วพระราชวัง    (ที่มาของภาพ - )
ตึกพระเจ้าเหา เป้นตึกสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 10 เมตร ยาว 20 เมตร ยกพื้นสูง 1 เมตร ฐานก่อด้วยอิฐศิลาแลง ตัวอิฐก่ออิฐถือปูนทรงไทย เครืองบนทำด้วยไม้ ผนังด้านหน้าก่อสูงจรดอกไก่ กลางหน้าบันเจาะเป็นช่องโค้งใช้ระบายอากาศ ประตูหน้าต่างเป้นซุ้มเรือนแก้วฐานสิงห์ บัวปลายเสาเรียวยาว ฐานอาคารโค้งทรงสำเภาดูโปร่ง เหมาะที่จะใช้ประชุม ภายนอกมีกำแพงแก้วล้อมรอบ 3 ด้าน ข้างๆมีอ่างน้ำพุ สวนปาล์ม และสนามหญ้าเขียวขจี  ซึ่งเป็นที่ที่พระเพทราชาใช้เป็นที่ประชุมในช่วงที่จะปราบดาภิเษก  เพราะเจ้าพระยาวิชาเยนทร์จะครอบงำกษัตริย์องค์ใหม่ ทำให้เสี่ยงต่อการถูกครอบครองโดยฝรั่งเศส   (ที่มาของภาพ - )
เดือน พ.ค.2331 พระนารายณ์ประชวรหนัก  ประกอบกับข่าวลือมาถึงตึกพระเจ้าเหาว่า นายพลเดลฟาร์จส์ยกพลมาที่หน้าป้อมเพชรวังหน้า พระเพทราชาจึงสั่งให้ระดมช้างม้าในสังกัดกรมคชบาลมาที่ลพบุรี โดยแอบสอดอาวุธเข้าไปในช่องประตูหน้าต่าง แล้วทำตัวสำรวมเดินตัวเปล่าผ่านเข้าไป ตกดึกมีคนเห็นสมิงพระตะบะ หมดดาเนียลออกจากบ้านหลวงสรศักดิ์มาที่ตึกพระเจ้าเหาด้วย เช้าวันที่ 18 พค.2331 เป็นวันที่พระปีย์ถูกหลวงสรศักดิ์และขุนพิพิธรักษาประหาร  ตึกพระเจ้าเหาจึงเป็นสถานที่ที่ใช้ในการวางแผนยึดอำนาจจากพระนารายร์และบัญชาการในช่วงที่พระนารายณืประชวรหนัก   (ที่มาของภาพ - ภาพจาก web site คำบรรยายจากหนังสือข้ามสมุทร)
ชื่อตึกพระเจ้าเหา สันนิษฐานว่ามีจากชื่อของพระพุทธรูปที่อยู่ในตึกนี้ คือพระเจ้าเหา จึงตั้งชื่อตึกตามพระพุทธรุปองค์ดังกล่าว  ซึ่งด้านในมีฐานประดิษฐ์พระพุทธรูป ชื่อ พระเจ้าเหา   (ที่มาของภาพ - )
ตึกรับรองแขกเมือง  ปลูกอยู่กลางอุธยาน แบ่งเป็นช่องๆ ไม่มีเสาก่อเป็นโถงกว้างแบบดิวานหรืออาคารโถงอาหรับจุคนราว 100 คน มีคูน้ำล้อมรอบ ในคูน้ำมีน้ำพุ รอบบริเวณทั้ง 4 ส่วนเป็นกำแพงก่ออิฐถือปูนสูงใหญ่ มีป้อมปืนแบบผรั่งเป็นระยะๆ กำแพงนี้เปิดช่องเป็นประตูหลายๆจุดให้คนเข้าออกแต่บางประตูก็ปิดตายจะเปิดเฉพาะมีพระราชพิธี ชื่อประตูได้แก่ ด้านตะวันออกเฉียงเหนือ ประตูพยัคฆา ด้านตะวันตกชื่อวิเศษไชยศรี ด้านเหนือ ประตูยาตรกษัตริย์ ด้านใต้ชื่อประตูดิน ด้านตะวันตกเฉียงใต้ชื่อนารีลีลา  เป็นตึกที่มีสระน้ำรอบล้อม   (ที่มาของภาพ - )
สระน้ำที่รอบล้อมตึกรับรองแขกเมือง   (ที่มาของภาพ - )
สิบสองท้องพระคลัง สร้างในปี พ.ศ.2209  หรือ 10 ปีหลังพระนารายณ์ขึ้นครองราชย์ เป็นตึกแถว 2 ข้างยาวต่อกัน รวม 12 ห้อง ใช้เป็นที่เก็บของและสินของของหลวงก่อนที่จะส่งไปจำหน่ายต่างประเทศ ในช่วงที่พระนารายณ์ใกล้สวรรคต ได้โปรดให้เบิกจากพระคลังศุภรัตน์ใ้ข้าหลวงใส่บวชก่อนที่พระองค์จะสวรรคต ซึ่งเป็นคลังผ้าหนึ่งใน 12 ท้องพระคลัง   (ที่มาของภาพ - )
ที่เหตุที่ให้ทำการบวชก่อนที่จะสวรรคต เนื่องจากถ้ามีการเปลี่ยนแผ่นดินแบบปราบดาภิเษก จะมีการทำร้ายชีวติทั้งญาติและขุนนองของกษัตริย์องค์ก่อน ซึ่งถ้าทำการบวชผ้ากาสาวพัต จะสามารถคุ้มครองชีวิตได้   (ที่มาของภาพ - )
โรงช้าง   (ที่มาของภาพ - )
โรงเลี้ยงช้าง สำหรับขุนหลวงและขุนนางคนสำคัญ ในอยุธยาใช้ช้างเป็นพาหนะ และผู้ที่สามารถจับช้างได้เก่ง มี 3 ท่านคือ พระนารายณ์ พระเพทราชา และหลวงสรศักดิ์ เมื่อทรงช้างมาก็จะเทียบท่าที่ด้านนอกก่อนที่จะเข้าสู่พระราชฐานด้านใน  สมัยก่อนต้องมีที่จอดช้างและที่จอดม้า ซึ่งจะเทียบกับสมัยนี้ก็ต้องมีที่จอดรถไว้หน้าบ้านก่อนที่จะเข้าออกบ้านจะได้สะดวก   (ที่มาของภาพ - )
พระที่นั่งดุวิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท เป้นพระที่นัี่งที่อยู่ในเขตชั้นกลาง อยู่ระหว่างพระที่นั่งจันทรพิศาลทางทิศเหนือกับพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ ทางทิศใต้  สถาปัตยกรรมอยุธยาผสมผรั่งเศลและอาหรับ (ซุ้มประตูโค้ง Arch แบบอาหรับ ) ผนังก่ออิฐถือปูนหนา ฝาผนังประดับกระจกเงาใสจากฝรั่งเศส ประตูหน้าเจาะเป็นบานใหญ่ ขนาบด้วยหน้าต่างข้างละช่อง ด้านข้างมีหน้าต่างข้างละ 4 ช่อง ประตูหน้าต่างทุกบานทำขอบบนเป็นโค้งแหลม (Arch) ก่อด้วยอิฐ ให้รับน้ำหนักถ่ายลง 2 ข้างและลงสู่ผนัง ซึ่งเจาะเป็นโพรงสำหรับวางตะคันจุดไฟให้แสงสว่าง โดยที่มักเสด็จออกรับราชทูต จึงต้องท้องพระโรงยื่นออกไปจากผนัง 4 ด้านเป็นจตุรมุข ตรงกลางมีผนังเจาะช่องเป็นสีหบัญชร มีห้องลับหลังผนัง พื้นล่างเป็นอิฐประกอบศิลาแลง ช่างทำฉลาดนักโดนโรยเกล็ดหินอ่อนไว้ทั่ว ยามกระทบแสงจะปรากฎประกายระงิบระยับ หลังคากระเบื้องเคลือบมุงกระเบื้องเคลือบยอดมณฑปชั้นเดียว มีรูปพรหมสี่หน้าและนาคเลื้อย  เป๋นที่สำหรับว่าราชการ   (ที่มาของภาพ - ภาพจาก web site คำบรรยายจากหนังสือข้ามสมุทร)
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
ประตูหน้าต่างทุกบานโค้งยอดแหลมเป็น Arch แบบเปอร์เซีย ผนังเจาะเป็นโพรงเพื่อวางตะคันไฟให้แสงสว่าง   (ที่มาของภาพ - )
เดือน พค.2231 ในช่วงที่พระนารายณ์ประชวรหนักใกล้สวรรคตนั้น ทราบเป็นนัยว่าพระเพทราชาและหลวงสรศักดิ์จะทำกบฎ เมื่อมีการเปลี่ยนแผ่นดินแบบปราบดาภิเษก จะมีการประหารวงศาคณาญาติและขุนนางของกษัตริย์องค์เดิม จึงให้ทำการบวชข้าราชบริภาร โดยนิมนต์พระสังฆราชและเจ้ากูวัดขวิดที่อยู่ริมกำแพงวังด้านใต้มาได้ 20 รูปให้มาทำการอุปสมบทในวังหลวง โดยได้อุทิศพระที่นั่งสุทธาสวรรย์และพระที่นั้งดุสิตสวรรค์ฯ เป็นของสงฆ์เพื่อแปลววังเป็นวัด กำหนดให้เป็นเขตวิสุงคามสีมา แล้วตรัสให้พระคุณเจ้าทั้งปวงทำสังฆกรรมได้โดยสะดวกตามพุทธบัญญัติ พวกข้าหลวงเดิมและพระจึงออกไปทำการอุปสมบทกรรมที่ท้องพระโรงเนื่องกับมุขพระที่นั่งดุสิตสวรรค์ฯ ทรงเอนพรองค์ประนมพระหัตถ์สดับเสียงสวดญัติติจตุตถกรรมอยู่จนเสร็จ แล้วทรงอนุโมทนา  พอพระบวชใหม่เสร็จพิธีเข้ามาถวายศีล ทรงอังคาสของถวายสงฆ์แล้วออกพระโอษฐ์ซ้ำอีกว่า มีพระราชโองการให้ถวายวังทั้งหมดในเมืองลพบุรีทั้งจาตุรทิศเป็นของสงฆ์ไม่ให้ใครอื่นใดมาอยู่ฤาบริโภคทรัพย์ในนี้อีกต่อไป พระทั้งนั้นอนุโมทนา ทรงหลั่งทักษิโณทก   (ที่มาของภาพ - ภาพจาก web site คำบรรยายจากหนังสือข้ามสมุทร)
ท้องพระโรงยื่นออกไปจากผนัง 4 ด้านเป็นจตุรมุข ตรงกลางมีผนังเจาะช่องเป็นสีหบัญชร   (ที่มาของภาพ - )
พระที่นั่งสุทธาสวรรย์  สร้างสมัยพระนารายณ์ในปี 2209 สำหรับเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ ขณะนี้เหลือแต่ฐาน แต่ในประวัติเขัยนไว้ว่า หลังคามุงด้วยกระเบื้องสีเหลือง มีกำแพงแก้วล้อมรอบ หัวมุมมีสระน้ำ 4 สระ  สำหรับสรงสนาน ใกล้ๆกันมีน้ำพุไหลออกมาจากภูเขาจำลอง พระองค์ทรางปลูกไม้ดอกกลิ่นหอม เช่น ส้ม มะนาว สองข้างทางเดินตามไฟด้วยโคมทองเหลือง สมเด็จพระนารายณ์ทรงประชวรและสวรรคตที่พระที่นั่งองคนี้ เมื่อ 11 ก.ค.2231   (ที่มาของภาพ - )
แผงผังของพระที่นั้งสุทธาสวรรย์ มีลักษณะสมมาตร (Symmetry)  ทั้งหน้าหลัง และ ซ้าย ขวา ก่อนที่จะก่อสร้างพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ พระนารายณ์ประทับที่พระที่นั่งจันทรพิศาล ซึ่งอยู่ทางด้านทิศเหนือ ซึ่งมีมุขเด็จสร้างทับฐานรากเดิมของฐานพระที่นั่งองค์เก่า ครั้งสมเด็จพระราเมศวรพระราชโอรสของพระเจ้าอู่ทองยกราชสมบัติถวายขุนหลวงพะงั่วผู้เป็นมาตุลา(น้า) แล้วเสด็จมาครองลพบุรีแทน  เมื่อสร้างพระที่นั่งสุทธาสวรรย์เสร็จ พระที่นั่งจันทรพิศาลเป็นที่ออกว่าราชการชั้นนอก    (ที่มาของภาพ - ภาพจาก web site คำบรรยายจากหนังสือข้ามสมุทร)
ประตูที่กั่นเขตพระราชฐานชั้นใน และชั้นนอก โดยชั้นนอกมีเจ้าหน้าที่ผู้ชายนุ่งแดงห่มแดง สวมหมวกแดงถืออาวุธ ระหว่างชั้นนอกกับชั้นในมีทหารเป็นชายฉกรรจ์ล่ำสันเปลือยอก นุ่งโจงกระเบนหรือนุ่งผ้าหยักรั้งสีแดง มีรอยสักลายพร้อยเต็มตัวเป็นสิงสาราสัตว์บ้าง อักขระขอมบ้าง พวกนี้ไม่ถืออาวุธ แต่สามารถจับคนที่มีอาการมิดีมิร้ายไม่น่าไว้วางใจหักแขนหักขาได้โดยง่าย บางทีจะเห็นทหารรักษาวังที่เป็นชาวต่างประเทศด้วย เป็นญี่ปุ่นบ้าง โปรตุเกสบ้าง ผรั่งเศสบ้าง แขกเปอร์เชียก็มี ส่วนใหญ่ขี่ม้าเทศตัวโตลาดตระเวนอยู่ในราขฐานชั้นนอก (เป็นทหารของเจ้าพระยาวิชาเยนทร์) พวกนี้แต่งกายตามชาติภาษาของตน ส่วนหลังกำแพงด้านในฝั่งที่หมู่พระที่นั่งดุสิตสวรรค์สัญญมหาปราสาทเต็มไปด้วยพวกรับใช้ที่เป็นหญิง แต่ที่เป็นมหาดเล็กชายก็พอมีอยู่บ้าง  ซึ่งมีพวกขันที ซึ่งมี 2 พวกได้แก่ ฝ่ายขวาเรียกว่านักเทษ เป็นมุสลิมแชกขาว บางคนมาจากเปอร์เซียเหน็บกริชเล่มเล็ก  ฝ่ายซ้ายเป็นขันทีที่มาจากจีนเขียนคิ้วทาปากถือพัดด้านจิ๋ว เวลานั่งเฝ้าถวายงาน นักเทษและขันทีจะนั่งข้างซ้ายขวาแยกกัน แต่อยู่ถัดจากลูกหลายเธอ แม่เจ้าสนม และนางกำนัล ขุนนางข้างในคนสำคัญที่พบเสมอคือหัวหน้ามหาดเล็กหน้าห้องบรรทม   (ที่มาของภาพ - )
พระที่นั่งเหลือแต่ฐานด้านล่างเท่านั้น ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ที่ได้รับการบันทึกไว้เมื่อเช้าวันที่ 18 พค.2331 พระปรีย์งัวเงียจากที่นอนปลายพระแท่นบรรทม ร้องเรียกมหาดเล็กไม่เห็นใคร คว้าได้ขันเงินจ้วงตักน้ำจากขันสาครใบหใญ่ออกไปบ้วนปาก ล้างหน้าที่กำแพงแก้ว พอออกไปถึงชานมุขพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ซึ่งเป็นที่สูงก็สวนทางกับหลวงสรศักดิ์ถือดาบย่างสามขุมเข้ามาพร้อมกับออกขุนพิทักษ์รักษา ชาวที่ พระปรีย์เตรียมจะหันหลังกลับแต่ไม่ทันการ ขุนพิทักษ์รักษาถลาเข้าขวางและผลักพระปรีย์เต็มแรงจนล้มลงจากกำแพงแก้ว พระปรีย์ร้องลั่นว่า "ทูลกระหม่อมแก้วช่วยด้วย " ทหารที่รออยู่ด้านล่างช่วยกันลากพระปรีย์ออกไป จากนั้นหลวงสรศักดิ์เข้าไปค้นภายใน พระนารายณ์ยกพระหัตถ์กุมพระอุระเหมือนทรงเจ็บปวดแสนสาหัส จากนั้นหลวงสรศักดิ์สั่งทหารล้อมพระที่นั่งสุทธา สวรรย์ห้ามไม่ให้ผู้ใดเข้าออก  เวลาไล่เลี่ยกัน พระเพทราชาและหลวงสรศักดิ์ให้ทหารไปทูลเชิญเจ้าฟ้าอภัยทศจากวังหลังที่พระนครศรีอยุธยาว่า พระนารายณ์รับสั่งให้มาหาด่วน อีกด้านก็ให้ออกญาสุรสงครามไปเชิญพระยาวิชาเยนทร์ให้มาเข้าเฝ้า โดยหลอกว่าอาการพระนารายณ์หนักจวนสวรรคตแล้วรีบสั่งให้หาเช่นกัน  เจ้าฟ้าอภัยทศเมื่อเรือผ่านมาทางวังเจ้าฟ้าน้อยพระอนุชา ทรงรับให้มาด้วยกันรับสั่งว่าจะตั้งเป็นวังหลัง ครั้งเรือใกล้ถึงวัดซาก ทหารของหลวงสรศักดิ์ที่ซุ่มอยู่ก็หักหัวเรือ โดยมีออกญาราชบังสันกรูขึ้นไปจับเจ้าฟ้าอภัยทศและเจ้าฟ้าน้อยใส่กระสอบแดงผูกปลายนำไปทุบด้วยท่อนจันทน์ที่วัดซากจนสิ้นพระชนม์ทั้ง 2 องค์  ในเวลาใกล้เคียงกันก็จับเจ้าพระยาวิชาเยนทร์นำมาขังและทรมาน และนำเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ไปประหารที่ป่าละเมาะใกล้พระที่นั้งไกรสรสีหาราชใกล้ทะเลชุบศรนอกเมืองลพบุรี เสียชีวิต เวลา 4 โมงเย็นวันที่ 5 มิ.ย 2331  ส่วนพระนารายณ์ได้สวรรคตเมื่อเวลา 2 ยามของวันที่ 11 กค.2231 เป็นปีที่ 32 ในรัชกาลนี้  ณ.พระที่นั่งแห่งนี้   (ที่มาของภาพ - ภาพจาก web site คำบรรยายจากหนังสือข้ามสมุทร)
พระที่นั้งองค์นี้ ต่ำกว่า พืนที่ด้านนอก น่าจะวัตถุประสงค์ในการลำเลี่ยงน้ำเข้ามา  มองออกนอกกำแพงจะเห็นพระที่นั่ง  ที่มุมฐาน 4 ด้านมีสระน้ำใหญ่ภายใต้กระโจมผ้าคุมกางกั้นไว้ บางสระเป็นทีสรงสนานกับบรรดานางสมมกำนัล เช่นสระทางทิศตะวันออกซึ่งก่อเป็นเขามอ (น่าจะเป็นเขาที่อยู่กลางรูป) มีอุโมงค์เล็กๆคลุมด้วยพรรณไม้ดอกไม้ใบ ส่งกลิ่นหอบอบอวลมีธารน้ำใสไหลจากปากอุโมงค์ลงสู่สระ   (ที่มาของภาพ - ภาพจาก web site คำบรรยายจากหนังสือข้ามสมุทร)
น่าจะเป็นเขามอที่กล่าวไว้เอกสารในประวัติศาสตร์     (ที่มาของภาพ - )
มีประตูที่จะออกไปยังพระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาทที่อยู่ทางทิศเหนือ โดยต้องขึ้นทางลาดขึ้นไป   (ที่มาของภาพ - )
ส่วนของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์จะอยู่ต่ำกว่าที่อื่น ทำให้การส่งน่ำผ่านท่อส่งต่างๆ เข้ามาได้สะดวกมากขึ้น ตามแรงโน้มถ่วงของโลก ซึ่งปกติน้ำย่อมไหลจากที่สูงไปสู่ที่ต่ำ เราจะเห็นช่องประตูของวังนารายณ์จะเป็นรูป Arch ตามแบบเปอร์เซีย และที่ประตูจะเจาะเป็นช่วงไว้ สำหรับวางเทียนไว้จุดให้แสงสว่างได้   (ที่มาของภาพ - )
พระที่นั่งที่สร้างใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 4 ที่มาบูรณะวังนารายณ์แห่งนี้   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
พระที่นั่งไกรสรสีหราช หรือพระที่นั่งเย็น หรือพระที่นั่งทะเลชุลศร เนื่องจากตั้งอยู้ใจกลางของทะเลชุบศร ซึ่งในสมัยก่อนนั้นจะมีน้ำล้อมรอบ แต่ขณะนี้น้ำได้ตื้นเขินไปหมดแล้ว เนื่องจากมีน้ำล้อมรอบ เนื่องจากสร้างอยู่ใจกลางของทะเลชุบสร จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า พระที่นั่งเย็น  เป็นพระที่นั้งที่พระนารายณ์เสด็จมาคล้องช้าง แล้วจะแวะมีพักที่พระที่นั่งแห่งนี้ ก่อนที่จะเสด็จกลับอยุธยา   (ที่มาของภาพ - )
ภาพวาดคราวเสด็จดูจันทรุปราคา เมื่อปี 2228   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
ภาพวาดคราวเสด็จดูสุริยุปราคาบางส่วนในวันที่ 30 เมษายน 2231 เกิดขึ้นตั้งแต่ 6.15 น.-8.30 น. ซึ่งเป็นปีที่พระนารายณ์สวรรคต ตรงกับรัชกาลที่ 4 ที่เสด็จไปดูสุริยุปราคาที่ ต.หว้ากอ จ.ประจวบฯ เม่ื่อ 18 สค.2411 ซึ่งต่อมาประชวรเป็นไข้ป่า และเสียชีวิตในปีนั้น ทำให้คนโบราณเชื่อว่าการเกิดสุริยุปราคา เป็นลางไม่ดี เพราะเป็นปัที่สูญเสียกษัตริย์ไทยถึง 2 พระองค์ในปีที่เกิดสุริยุปราคา แต่ในทางดาราศาสตร์นั้น เรียกวัฎจักรซารอส (Saros cycle) ซึ่งราว 18 ปีเศษจะหวนกลับมาอีกครั้ง วงรอบแท้ๆของวัฏจักรนี้คือ 6,585.32 วัน  ซึ่งปีที่เกิดสุรยุปราคาในสมัยพระนารายณ์ ห่างจากที่เกิดในรัชกาลที่ 4  เป็นเวลา 180 ปี หรือเท่ากับ 10 รอบ   (ที่มาของภาพ - )
พระที่นั่งไกรสรสีหราชเป็นพระที่นั่งชั้นเดียว ก่ออิฐถือปูน มีผังทรงจัตรมุข ด้านหน้ามีมุขเด็จแยกออกมา และมีสีหบัญชร สำหรับใช้เสด็จออก หน้าต่างและประตูทำเป็นซุ้มเรือนแก้วตามแบบนิยมในสมัยนั้น พื้นที่ใกล้เคียงมีอาคารก่ออิฐขนาดเล็กหลายหลังตั้งเรียงรายอยู่ สันนิษฐานว่าเป็นที่พักทหาร ส่วนที่ด้านหน้าและด้านหลังของพระที่นั่งมีเกยช้างและเกยม้าด้านละ 1 แห่ง สมเด็จพระนารายณ์เคยเสด็จมาที่พระที่นั้งแห่งนี่ 2 ครั้ง เพื่อดูจันทรุปราคา เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2228 และสุริยุปราคา เมื่อวันที่ 20 เม.ย.2231    (ที่มาของภาพ - )
พระที่นั้งเย็น เห็นหน้าต่าง 3 บานน่าจะตรงกับภาพวาดการเกิดจันทรุปราคาที่มีหน้าต่าง 3 บาน และพระนารายณ์ประทับอยู่ที่หน้าต่างบานขวาสุด   (ที่มาของภาพ - )
บ้านหลวงราชทูต หรือบ้านวิชาเยนทร์ อยู่ภายนอกวังนารายณ์   (ที่มาของภาพ - )
ประตูด้านหน้าที่จะไปสู่บ้านวิชาเยนทร์   (ที่มาของภาพ - )
ประกอบด้วยโถงกลางกับปีกทั้ง 2 ข้าง โดยเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ แม่ทองกีบม้าจะอยู่ที่ปีกหนึ่ง ส่วนอีกปีกหนึ่งไว้รับรองแขกต่างประเทศ เช่น ทูตจากฝรั่งเศส ส่วนโถงกลาง สำหรับรับรองแขก   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
พระปรางค์สามยอด ลพบุรี เป็นศิลปขอมสมัยบายน สร้างในสมัยพระชัยวรมันที่ 7 ประมาณปี พ.ศ.1720-1773    (ที่มาของภาพ - ภาพจาก web site)