Untitled Document

Topic : Research

Topics
  1. Research Meaning
  2. Type of Research.
  3. Research Methodology
  4. Sampling
  5. Statistics.

Research Meaning :
Research = Re + Search เพื่อค้นหาความจริงใหม่ (New Fact) เพราะฉะนั้นก่อนที่จะทำการค้นหาความจริงใหม่ (Re+Search) ก็ต้อง
  1. ตั้งคำถามการวิจัย (Research Question) ว่าอะไรคือสิ่งที่จะค้นหาคำตอบที่เรายังหาคำตอบไม่ได้
  2. ทำการค้นหาก่อนว่า Fact นั้นมีคนอื่นเขาค้นหาหรือยัง ถ้าไม่มีถึงลงมือทำ ถ้ามีแล้ว ถ้าพิจารณา Research Methodlogy แล้วน่าเชื่อถือ ก็ควรนำผลการวิจัยมาใช้ ไม่ต้องทำใหม่ ค้นตอนนี้เรียกว่า การทบทวนวรรณกรรม (Literature Review)
  3. ถ้าทบทวนวรรณกรรมแล้ว ยังหาคำตอบไม่ได้ เรียกว่า ยังมีช่องว่างของการวิจัย (Research Gap) ก็ไปสู่ขั้นตอนของการกำหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัย โดยแบ่งเป็น
    1. Primary Objective ต้องตั้ง Primary Objective หัวข้อเดียวเพื่อที่จะนำไปหา sample size
    2. Secondary Objective
  4. เขียน Proposal วิจัย แล้วดำเนินการตาม Proposal โดยถ้าเป็นการวิจัยในคนให้ผ่านคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยด้วย

Type of Research :
 ประเภทของการวิจัยแบ่งได้หลายแบบ ในที่นี้ จะขอนำประเภทการวิจัยที่ใช้ในทางสาธารณสุข แบ่งได้เป็น
  1. Observational research คือการวิจัยที่ ผู้วิจัย ไม่ได้ Assign Intervention เข้าไปในการวิจัยนั้น เฝ้าดูเฉยๆ เช่น เฝ้าดูการที่แพทย์ให้วิตามินเสริมธาตุเหล็กในหญิงตั้งครรภ์ แล้วดูว่าน้ำหนักแรกคลอด (แพทย์รักษาเป็นคน Assign intervention ผู้วิจัยไม่ได้เป็นผู้ Assign  Intervention เฝ้าดูเฉยๆ จึงเป็น Observational Study .
  2. Experiment คือการวิจัยที่ ผู้วิจัย เป็นผู้ Assign Intervention เข้าไปในการวิจัยนั้นแล้วติดตามผลไปข้างหน้า โดยทำการควบคุมตัวแปรและเลือกตัวอย่าง เป็นอย่างดี (Randomized Control ในกรณีที่เป็น True Experiment)
Observational Research แบ่งได้เป็น
  1. Descriptive Study เป็นการศึกษาแบบไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบ แบ่งเป็น Cross sectional & Longitudinal Descriptive Study
  2. Analytic Study  เป็นการศึกษาที่มีกลุ่มเปรียบเทียบ แบ่งได้เป็น
    • Prospective Study เป็น การศึกษาปัจจัย (Expose) แล้วตามไปข้างหน้าว่าเกิดโรค (Disease) หรือไม่ การศึกษาประเภทนี้ต้องทำการติดตามกลุ่มประชาชนกรที่ยังไม่เป็นโรค (Cohort) โดยในกลุ่มประชากรนั้น แบ่งย่อยเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่มีปัจจัย กับกลุ่มที่ไม่มีปัจจัย บางคนจึงเรียกว่า Cohort Study
    • Retrospective Study เป็นการศึกษาจากกลุ่มเป็นโรค (disease) แล้วย้อนกลับไปดูว่ามีปัจจัยที่เราสงสัยว่าเป็นสาเหตุของโรคหรือไม่ (Exposure) ซึ่งต้องหากลุ่มควบคุมมาเปรียบเทียบ บางคนจึงเรียกว่า Case Control Study (บางทีการศึกษาแบบ Prospective เรียกกลุ่มที่ไม่มี Exposure ว่าเป็น Control group เหมือนกัน ทำให้สับสนกับคำว่า Case Control)
    • Cross Sectional Study เป็นการศึกษา ณ.จุดเวลาหนึ่ง เพื่อดูว่ามีตัวแปร 2 ตัวมีความสัมพันธ์กันหรือไม่
ตารางเปรียบเทียบ การศึกษาแบบ Analytic Observational Study
ประเภท Observational
วิธีการศึกษา
ความเสี่ยงที่คำนวณหา
Prospective Study เริ่มศึกษา จาก Exposure แล้วติดตามว่าจะเกิด Disease หรือไม่ Relative Risk (RR)
Retrospective Study เริ่มศึกษา จาก Disease แล้วย้อนกลับไปหา Exposure ว่ามีหรือไม่ Odd ratio (OR)
Cross Sectional Study ศึกษาตัวแปร 2 ตัว แล้วหาความสัมพันธ์ ณ.จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง Odd ratio (OR)
Experiment Study
  1. True Experiment
  2. Quasi Experiment
นายแพทย์ ก . ต้องการศึกษาผลของการให้สุขศึกษาแก่ประชาชนในหมู่บ้าน กับการนำเด็กมารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ
กรณีที่ 1  Assign Intervention โดยไม่มี control Group และไม่มีการสุ่ม (Quasi Experiment)
  1. นายแพทย์ ก เลือกหมู่บ้านในการทดลอง (ไม่ได้ทำการสุ่ม) แล้ววัดจำนวนเด็ก อายุต่ำกว่า 10 ปีที่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอในหมู่บ้าน ( O 1 )
  2. ให้สุขศึกษาในเรื่องป้องกันโรคโปลิโอในหมู่บ้าน (x)
  3. หลังจากนั้น 1 เดือน วัดจำนวนเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี ที่มารับการฉีดวัคซีนป้องกัน โรคโปลิโอที่สถานีอนามัย หรือโรงพยาบาลชุมชนในหมู่บ้าน (O 2 ) และ คำนวณว่าเพิ่มขึ้นเท่าไร (O 2 - O 1 )
กรณีที่ 2   Assign Intervention โดยมี control Group แต่ ไม่มีการสุ่ม (Quasi Experiment)
  1. นายแพทย์ ก เลือกหมู่บ้าน 2 หมู่บ้าน และกำหนดให้หมู่บ้านที่ 1 เป็นหมู่บ้านทดลอง ให้หมู่บ้านที่ 2 เป็นหมู่บ้านควบคุม (O 1 ) โดยไม่ได้ทำการสุ่ม (non-randomized)
  2. วัดจำนวนเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี ที่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอในหมู่บ้านที่ 1 และในหมู่บ้านที่ 2 (O 3 ) 2.3 ให้สุขศึกษาในเรื่องป้องกันโรคโปลิโอในหมู่บ้าน 1 (x) แต่ไม่ได้ให้สุขศึกษาใน หมู่บ้านที่ 2
  3. หลังจากนั้น 1 เดือน วัดจำนวนเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี ที่มารับการฉีดวัคซีนป้องกัน โรคโปลิโอที่สถานีอนามัย หรือโรงพยาบาลชุมชนในหมู่บ้านที่ 1 (O 2 ) และในหมู่ บ้านที่ 2 (O 4 ) และคำนวณว่าเพิ่มขึ้นเท่าไร (O 2 - O 1 , O 4 - O 3 )
กรณีที่ 3   Assign Intervention โดยมี control Group และ่มีการสุ่ม (True Experiment)
  1. เลือกหมู่บ้าน โดยวิธีการสุ่มตัวอย่าง 10 หมู่บ้าน
  2. เลือกหมู่บ้านเข้าสู่กลุ่มทดลอง (ได้รับสุขศึกษา)และกลุ่มเปรียบเทียบ (ไม่ได้รับสุขศึกษา ) โดยวิธีการสุ่ม (Randomization)
  3. วัดจำนวนเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี ที่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอในกลุ่มทดลอง (O 1 ) และในกลุ่มเปรียบเทียบ (O 3 )
  4. ให้สุขศึกษาในเรื่องป้องกันโรคโปลิโอในกลุ่มทดลอง (x) แต่ไม่ได้ให้สุขศึกษาในกลุ่ม เปรียบเทียบ
  5. หลังจากนั้น 1 เดือน วัดจำนวนเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี ที่มารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรค โปลิโอที่สถานีอนามัยหรือโรงพยาบาลชุมชนในกลุ่มทดลอง (O 2 ) และ กลุ่มเปรียบเทียบ (O 4 ) ว่าเพิ่มขึ้นเท่าไร (O 2 - O 1 , O 4 - O 3 )
งานวิจัย /R2R/ Model Development / อวช  ศูนย์อนามัยที่ 4 กรมอนามัย
Copyright © 2012 Department of Health : Ministry of Public Health