Strategic Management การบริหารกลยุทธ์
Topic : Strategic Management Process
หัวข้อ
  1. ความหมายของการวางแผนกลยุทธ
  2. หลากหลายวิธีในการทำแผนกลยุทธ์ & Exercise
  3. Definition of strategy and related term.
  4. สรุป Key word ของแผนกลยุทธฺ์
  5. ระดับของแผนกลยุทธ์ และ กรณีศึกษา Corporate Strategy,SBU Strategy.
  6. Strategic Management Process
  7. ใครคือผู้เหมาะสมที่จะเป็นหลักในการจัดทำแผนกลยุทธ์ (strategist)
  8. Mission & Objective.
  9. Environmental Threat and Opportunity Profile (ETOP)
  10. Internal Factors - Strategic Advantage Profile (SAP)
  11. Generic Strategy.
  12. Strategic Choice.
  13. Resource and Structure.
  14. Policy , Plan and Administration.
  15. Evaluation & Control
หมายเหตุ การจัดทำ Web site นี้ จะอ้างอิง และใช้รูปภาพจาก หนังสือเล่มนี้เป็นหลัก

หลากหลายวิธีในการทำแผนกลยุทธ์
ความหมายของแผนกลยุทธ์ ต้องพิจารณา 2 ประเด็นคือ คุณลักษณะของแผนกลยุทธ์ (Character of strategic plan) และเป้าประสงค์ของแผนกลยุทธ์ (Purpose of strategic plan)
  1. Character of strategic plan แผนกลยุทธ์ คือ Unified comprehensive integrated Long term plan (10 ปี ) ที่พิจารณาประเด็นความ้าทายด้านสิ่งแวดล้อม และปัจจัยภายในองค์กร อย่างครอบคลุมและรอบคอบ
  2. Purpose of strategic plan แผนกลยุทธ์มีเป้าประสงค์ คือ เมื่อนำแผนดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว จะ Guarantee Long term organization survive and success.

หลากหลายวิธีในการทำแผนกลยุทธ์
  1. ประมาณปี 2545-2550 หลังจากมีการปฏิรูปโครงสร้างกระทรวง  มีการจัดตั้ง กพร. และให้มีการพัฒนาตามมาตฐาน PMQA (Public Management Qualuty Award) ช่วงนั้นได้มีการอบรมการจัดทำแผนกลยุทธ์  ซึ่งมีการทำ SWOT Analysis (Strength Weakness Opportunity and Threat) แล้วให้มีการจับคู่เช่น S กับ O แล้วมาพิจารณาว่าจะมีกลยุทธ์ในการดำเนินการอย่างไร ซึ่งเป็นวิธีการทำแผนกลยุทธ์ีที่มีการวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆอย่างรอบด้าน หรือใช้แนวทางที่เรียกว่า Analytical Approach
  2. เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2556 ได้ไปทำ Workshop ในเรื่องการทบทวนวิสัยทัศน์ พันธกิจกรมอนามัย อาจารย์อุทัยวรรณ มาเป็นวิทยากรกระบวนการ ใช้วิธีการที่เรียกว่า Appreciation Inquiry หรือสุนทรียปรัศนีย์ โดยการใช้คำถามเสริมพลัง และเชิงบวก ภายใต้แนวคิดว่า Tacit Knowledge ในกลุ่มผู้บริหารมีพร้อมอยู่แล้ว ถ้าสามารถดึง Tacit Knowledge เหล่านั้นเป็น Explicit Knowledge ตามวิธีการจัดการความรู้ ก็จะได้ วิสัยทัศน์ พันธกิจ ออกมา วิธีการนี้ดูว่าระดับของ Analytic จะน้อยลง แต่ถ้าวิทยากรกระบวนการที่ดี ก็จะสามารถดึงเอา Tacit Knowledge ที่มากด้วยประสบการณ์ออกมาได้
  3. ในการเรียน MBA ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีวิชาบังคับ 21 หน่วยกิต ถ้าเรียนครบ 18 หน่วยกิต ก่อนถึงลงทะเบียนเรียนวิชา Strategic Management ซึ่งก็เป็นแนวทางหนึ่งที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงแผนกลยุทธ์สู่การปฏิบัิติ (Implementation) ผมจึงทำ web site เพื่อแลกเปลี่ยนโดยใช้หนังสือของ Lawrence เป็น Reference กรอบในการเขียน Web site นี้
Decision Process  กระบวนการตัดสินใจ ในช่วงของการทำแผนกลยุทธ์ แบ่งเป็น 3 ประเภท ซึ่งแต่ละวิธีมีจุดอ่อนและจุดแข็งต่างกัน และขึ้นกับอยู่ในขั้นตอนใดของแผนกลยุทธ์ ซึ่งพอสรุปได้ ดังนี้
  1. Analytical rational  เป็นการตัดสินใจขั้นตอน การทำแผนกลยุทธ์ โดยอิง Evidence base ใ้ช้ข้อมูล และมีการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อประกอบการตัดสินใจ ว่าทำไมถึงตั้งวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าประสงค์ดังกล่าว การกำหนดกลยุทธ์ ก็มีการ Matching โอกาส สิ่งคุกคาม กับ จุดแข็ง จุดอ่อนขององค์กร เพื่อให้ได้ทางเลือกที่ดีที่สุด
  2. Intuitive emotional การใช้การหยั่งรู้ที่เกิดขึ้นในใจ แทนการคิดวิเคราะห์ ของผู้บริหารองค์กร เป็นการใช้ Tacit Knowlege เป็นหลัก
  3. Political Behavioral ตัดสินใจภายใต้กลุ่มผลประโยชน์ (Interest group) ของ Stakeholder ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับองค์กร ทั้งการเมืองภายในและภายนอกองค์กร
การตัดสินใจในทางปฏิบัติ จะมีทั้ง 3 มิติ ปนๆกันไป การทำแผนกลยุทธ์โดยใช้วิธีสุนทรียปรัศนี ก็เป็นแนวทางหนึ่ง คือดึง Tacit Knowledge ของ Stakeholder กลุ่มต่างๆ ที่รอบรู้องค์กรและสิ่งแวดล้อมู สามารถทายอนาคตได้ มาแลกเปลี่ยน เพื่อทำแผนกลยุทธ์ ซึ่งยุ่งยากน้อยกว่าวิธี Analytic rational มาก และเป็นการไกล่เกลี่ยกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆในองค์กร
Exercise เกี่ยวกับ Decision Process

การทำแผนกลยุทธ์นั้นเป็นกระบวนการ ที่สำคัญทั้ง Input --> Process --> output โดย

  • ประเด็นด้าน Input ถ้าไม่มีข้อมูลที่เป็น Input ก็จะใช้ Intuitive Emotional มากขึ้น ถ้าใช้ข้อมูลที่เป็น Evidence base อย่างเดียว ก็จะได้ข้อมูลเชิงปริมาณ ไม่ได้ข้อมูลเชิงคุณภาพ ที่บางอย่างแสดงออกมาในเชิงปริมาณได้ยาก
  • ประเด็นด้าน Process จะทำอย่างไร ให้ได้ผู้ที่รอบรู้สิ่งแวดล้อมและรอบรู้ปัจจัยภายในขององค์กรมาทำแผนกลยุทธ์ จะทำอย่างไรให้ Mental model ของผู้รอบรู้แต่ละคน มาเป็น Mental Model รวมหมู่ (Collective Mental Model) ที่ยอมรับร่วมกัน กระบวนการดังกล่าวเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ต้องเปลี่ยนเข้าไปถึงข้างในที่เรียกว่า Tranformational Learning หรือ TL
  • ประเด็นด้าน Output คือ แผนกลยุทธ์ที่เปลี่ยนจากวิสัยทัศน์ที่เป็นนามธรรม เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ และเกิดความมั่นใจว่า เมื่อนำแผนดังกล่าวสู่การปฏิบัติ จะทำให้องค์กรอยู่รอดตลอดไปอย่างมีศักดิ์ศรี
เมื่อท่านทราบว่า กระบวนการจัดทำแผนกลยุทธ์มีความสำคัญทั้ง Input , Process , Output ใ้ห้ท่านตอบคำถาม ดังต่อไปนี้
  1. ให้ท่านพิจารณาว่า ข้อมูลที่จำเป็นในการทำแผนกลยุทธ์แบบ Analytic Rational ได้แก่อะไรบ้าง ที่จะเป็นข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ในการทำแผนกลยุทธ์
  2. ให้ท่านพิจารณาว่า ใครคือผู้ที่มีอิทธิพลที่จะทำให้เกิดการตัดสินใจโดยวิธี Intuitive Emotional (Intuitive Emotional มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ขึ้นกับภูมิหลัง หรือ Tacit Knowledge หรือ Interest ของผู้ใช้ Intuitive นั้น)
  3. ให้ท่านพิจารณาว่า Interest Group ภายในองค์กร มีกลุ่มไหนบ้าง (Interest Group แปลตรงตัวว่ากลุ่มผลประโยชน์ แต่ความหมายไม่ใช้ผลประโยชน์ที่เป็นตัวเงิน แต่หมายถึง a group of persons having a common identifying interest that often provides a basis for action หรือกลุ่มบุคคลที่มีความสนใจที่แสดงออกร่วมกัน โดยแสดงออกมาในรูปพื้นฐานการกระทำ)
  4. ให้ท่านพิจารณาว่า Interest group ภายนอกองค์กร มีกลุ่มไหนบ้าง
  5. ให้ท่านพิจารณาว่า ในองค์กรของท่าน ใครคือผู้รอบรู้โอกาสและสิ่งคุกคามซึ่งเป็นสิ่งแวดล้อมภายนอก และรอบรู้จุดอ่อนจุดแข็งขององค์กรโดยเปรียบเทียบ เพื่อที่เชิญเข้่ามาร่วมทำแผนกลยุทธ์
  6. ท่านคิดว่า ท่านจะผสมผสาน Decision Process ของการทำแผนกลยุทธ์ ทั้ง 3 วิธีคือ Analytic rational,Intuitive Emotional , Politic Behavioral ด้วยวิธีอะไร
  7. ท่านจะเชิญใครมาร่วมทำแผนกลยุทธ์บ้างเพื่อให้เห็นภาพทั้ง Inside out (มุมมองของ Interest group ภายในที่มองออกมาภายนอก) และ outside in (มุมมองของบุคคลภายนอกหรือบุคคลภายในที่เกษียณแล้ว ที่เป็น interest group ที่มองเข้ามา) เพื่อให้ได้แผนกลยุทธ์ที่รับประกันความอยู่รอดขององค์กรและความสำเร็จขององค์กรในระยะยาวี (Guarantee Long term Organization Survival and success)
  8. กระบวนการที่จะทำให้มี Interrest group ที่ครอบคลุม และทำอย่างไรในการป้องกันไม่ให้บาง Interest group ไม่ชี้นำ (Dominate) Interest group อื่น และกฎกติกรมรรยาทในการประชุมควรเป็นอย่างไร และใครน่าจะเชิญมาเป็นวิทยากรกระบวนการดังกล่าว

Definition of Strategy and related term.
  1. Strategic Mangement is a stream of decision and action which leads to the development of an effective of strategy or strategies to help achieve corportate objective.
  2. Strategic Decisions are mean to achieve ends, These decisions encompass the defition of business,products to be handled ,market to be served ,function to be performed,and major policies needed for organization to execute these decision to achieve objective.
  3. Strategy is unitfied ,comprehensive, and integrated plan that relates the strategic advantage of the firm to the challenges of the enviroment.It is designed to ensure that the basic objectives of the enterprise are achieved through proper excution by the organization
  4. A Strategic Business Unit (SBU) is an operating division of a firm which serve a distinct product-market segment or a well defined set of customers or geographic area.
  5. Policies are guide to action.They indicate how resource are to be allocated and how task assigned to the organization might be accomplished so that functional level managers execute the strategies properly.
  1. การบริหารกลยุทธ์ คือ กระแสของการตัดสินใจ หรือ การกระทำที่จะชี้นำการพัฒนากลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยให้บรรลุเป้าประสงค์ขององค์กร
  2. การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ คือวิธีการที่จะบรรลุเป้าประสงค์ โดยการตัดสินใจประกอบด้วย ความหมายธุรกิจคืออะไร ผลิตภัณฑ์หรือบริการ จะรองรัลตลาดไหน จะทำหน้าที่อะไร และจะมีนโยบายอะไรที่จะขับเคลื่อนเพื่อบรรลุเป้าประสงค์องค์กร
  3. กลยุทธ์คือแผนที่เป็น เอกภาพ (Unified) , เข้าใจโดยถ่องแท้และรอบด้าน (Comprehensive) และบูรณาการในทุกเรื่อง เป็นแผนที่กำหนดขึ้นโดยใช้ความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ (Strategic advantages) ขององค์กร เพื่อสนองตอบต่อโอกาสที่ท้่าทาย แผนกลยุทธ์เป็นแผนที่ออกแบบเพื่อรับประกัน การบรรลุเป้าประสงค์พื้นฐานขององค์กร เมื่อได้ดำเนินการตามแผนได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
  4. Strategic Business Unit คือหน่วยปฏิบัติการหนึ่งขององค์กร ที่มีผลิตภัณฑ์และตลาดเฉพาะ หรือ มีลูกค้าเป้าหมายในพื้นที่เฉพาะของตน
  5. นโยบาย คือสิ่งที่ชี้นำการกระทำ นโยบายชี้นำการกระจายทรัพยากร และวิธีการมอบหมายงานที่ทำให้เกิดความสำเร็จเพื่อให้ผู้บริหารระดับหน่วยงานสามารถที่จะบริหารแผนกลยุทธ์ได้อย่างเหมาะสม

สรุป Key word ของแผนกลยุทธ์
  1. เป็นแผนที่มีความสมบูรณ์และเป็นเอกภาพ (Unified) จัดทำด้วยความเข้าใจอย่างถ่องแท้ และ รอบด้าน (Comprehensive) เป็นแผนที่บูรณาการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และบูรณาการ 4 M อย่างกลมกลืน คือ Man Money Material & Mangement
  2. เป็นแผนระยะยาว มองไปอย่างน้อย 10 ปี ว่า ใน 10 ปีข้างหน้าภาพฉาย (Scenario) เป็นอย่างไร ได้แก่
    1. งานหรือบริการในอนาคตเป็นอย่างไร (Excellence Services ด้านใด และอย่างไร)
    2. ผู้รับผลงานหรือประชาชนจะได้ประโยชน์จากบริการของเราในด้านใด และอย่างไร (Meet Customer health demand)
    3. องค์กรในอนาคตเป็นอย่างไร (Efficient Organization)
    4. บุคลากร ในอนาคตเป็นอย่างไร (Competence Personnel)
  3. เป็นแผนที่ พิจารณา 3 ปัจจัยหลักอย่างรอบด้าน และ Matching ปัจจัยทั้ง 3 ได้อย่างลงตัวที่สุด ได้แก่
    1. ด้านการตลาด ได้แก่ ตลาด (Market) , ลูกค้าหรือผู้รับผลงาน (Customer) และคู่แข่ง (Competitors)
    2. ปัจจัยสิ่งแวดล้อม อะไรเ็ป็นโอกาส (Opportunity) อะไรคือสิ่งคุกคาม (Theat) แล้วกำหนดออกมาในรูปของ ETOP (Environmental Threat and Opportunity Profile)
    3. ปัจจัยภายในขององค์กร จุดแข็งและจุดอ่อนเชิงเปรียบเทียบกับคู่แข่งหรือคู่เทียบ (Competitors) ในตลาด (market)เท่านั้น ห้ามกำหนดจุดแข็งจุดอ่อนลอยๆโดยไม่เทียบกับใคร หรือเปรียบกับคู่แข่งนอกตลาด ยกเว้นเราจะ Benchmark กับ best practice ระดับประเทศ หรือระดับโลก จากนั้นกำหนดเป็น SAP (Strategic Advantage Profile
  4. เป็นแผนที่แปลงจากนามธรรม (ฝันให้ไกล) เป็นรูปธรรม (ไปให้ถึง)  และแปลง Personal Mental Model ให้เป็น Collective Mental Model จากนั้นทำแผนที่หรือลายแทงเพื่อเดินสู่ความสำเร็จ หรือเป้าหมายที่กำหนด (Strategic Map)
  5. เป็นแผนที่มองเห็น Tactic ว่าเราจะสู้กับคู่แข่งอย่างไร ภายใต้สิ่งแวดล้อม (ETOP) และสภาพที่เป็นจริงขององค์กร (SAP) เช่น
    1. ถ้าเราแข็งแกร่งกว่า ก็จะใช้วิธี หมัดต่อหมัด
    2. ถ้าเขาแข็งแกร่งกว่า ก็ใช้วิธีตอดเล็กตอดน้อยตรงจุดอ่อนของคู่แข่ง หลีกเลี่ยงการปะทะซึ่งหน้า และไม่เล่นตามเกมส์ของเขา ในการผลิตสินค้าถ้าเขาแข่งแกร่งกว่า ห้ามใช้ Me to Product หรือเขาผลิตอะไร เราผลิตอย่างนั้น เพราะจะสู้ความเข้มแข็งของเขาไม่ไหว แต่จะมาใช้ Niche market คือ หา products ที่จะเจาะกลุ่มเฉพาะเล็กๆ ที่คู่แข่งไม่ได้ลงมาเล่น ถ้าคู่แข่งลงมาเล่นด้วย เราก็ไปเจาะช่องอื่นแทน
    3. ถ้าโอกาสไม่เปิด ก็ต้องรอจังหวะให้โอกาสเปิด หรือพลิกวิกฤตเป็นโอกาส
  6. เป็นแผนที่จะชี้นำ (Lead to) ใน 4 เรื่องคือ
    1. แผนพัฒนาบริการที่เป็นเลิศเหนือคู่แข่งของเราคืออะไร (Excellence Services)
    2. แผนงบประมาณในการเตรียม วัสดุ เครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนให้เกิดบริการที่เป็นเลิศ (Ready Equipment & Technology)
    3. แผนการพัฒนาบุคลากร เพื่อให้ไปสู่บริการที่เป็นเลิศ (Competence Personnel)
    4. แผนการสร้างค่านิยมและวัฒนธรรมองค์การสู่ความเป็นเลิศ (Core value & Culture)
  7. เป็นแผนทีได้พิจารณาทางเลือก (Strategic Choice) อยากรอบด้าน และมั่นใจว่าแนวทางที่เลือกเป็นแนวทางที่ดีที่สุด เป็นแผนที่พิจารณาแล้วเกิดความหวัง และเกิดความเชื่อมั่นได้ว่า ถ้าเรา Implement แผนนี้อย่างดีแล้ว องค์กรเราจะอยู่รอดในระยะยาว (Guarantee Organization Long Term survival ) 
*** ถ้าอ่านแผนกลยุทธ์แล้ว ไม่เห็นรูปธรรมตามข้อ 4 ,ไม่เห็น Tactic ตามข้อ 5 ,ไม่สามารถชี้นำ 4 เรื่องตามข้อ 6 และไม่เกิดความหวังหรือความมั่นใจตามข้อ 7 แล้ว ถือว่าแผนกลยุทธ์นั้นใช้ไม่ได้ ต้องทำใหม่ **

ระดับของแผนกลยุทธ์ - Coporate Strategy & SBU Strategy

เมื่อทำแผนกลยุทธ์แล้วเกิดความสับสนว่า Market คืออะไร ใครคือ Customer แล้วให้หยุดทำ แล้วมาทำความเข้าใจความหมายของ SBU (Strategic Business Unit) ก่อน เพราะภายใน 1 องค์กร สามารถมีได้หลาย SBU แต่ละ SBU จะมีตลาดและลูกค้าและคู่แข่งที่เฉพาะของตน เช่นการรถไฟแห่งประเทศไทย มีภารกิจทั้งด้านการเดินรถไฟ และการพัฒนาที่ดิน ทั้ง 2 เรื่องมีตลาด ลูกค้า และคู่แข่งที่แตกต่างกัน และไม่มีความเชื่อมต่อสัมพันธ์กัน ถ้ามาทำแผนกลยุทธ์ร่วมกันแล้ว จะสับสนมาก เพราะพูดกันคนละตลาด ลูกค้า และคู่แข่ง ถ้าเป็นอย่างนั้น ให้ทำ Corporate Strategy ของการรถไฟแห่งประเทศไทยก่อน แล้วพิจารณาว่ามีกี่ SBU จากนั้นให้ทำ SBU Strategy โดยแยกกันทำระหว่าง SBU การเดินรถไฟ และ SBU อสังหารริมทรัพย์ ห้ามมาทำพร้อมกัน เพราะจะสับสน

SBU
ตลาด
ลูกค้า
คู่แข่ง
การเดินรถไฟ
การคมนาคม ขนส่ง
ผู้โดยสารรายได้ระดับ ฺB ลงมา
รถทัวร์ รถส่วนตัว เครื่องบิน
การพัฒนาที่ดินโดยรอบทางรถไฟ
อสังหาริมทรัพย์
ผู้ต้องการที่อยู่อาศัย
บริษัทอสังหาริมทรัพย์
** หมายเหต ุ ** Strategic Business Unit (SBU) is an operating division of a firm which serve a distinct product-market segment or a well defined set of customers or geographic area.
กรณีศึกษาที่ 1 (ตัวอย่างสมมุติ)
บริษัทเวลลอยด์ เป็นบริษัทผลิตน้ำมันหล่อลื่น ภายใต้ slogan ลื่นเหลือล้นทนเหลือหลาย นอกจากประสบความสำเร็จในด้านการผลิตและยอดขายน้ำมันเครื่องแล้ว บริษัทยังเป็นผู้นำในด้านระบบการบริหารจัดการ ทั้งด้านการผลิตและิสิ่งแวดล้อม (ISO 9001,ISO 14001) อาชีวอนามัยและความปลอดภัย (OHSA), CSR (Corporate social Responsibility) โดยในส่วนของ CSR นั้นได้พัฒนาจนได้ Best Practice model ซึ่งสรุปกระบวนการได้ดังนี้
กำหนดมาตรฐาน -->พัฒนาตามมาตรฐาน -->CQI --> ได้ Best Practice -->เผยแพร่ ขยายผล (ที่ดูงาน ,ฝึกอบรม,ถูกเชิญเป็นวิทยากร)
ความสำเร็จทางด้านการนำ CSR มาใช้ในโรงงาน เมื่อเผยแพร่ออกไปทำให้มีผู้มาดูงานโรงงานประมาณ 40 คณะ จำนวนคนรวม 1000 คนในปี 2556  การทำ CSR อีกเรื่องคือการฝึกอบรมให้กับบริษัทต่างๆภายในจังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดใกล้เคียง โดยในปี 2556 ได้ของบประมาณจากกรมโรงงาน ทำการอบรมจำนวน 10 รุ่นๆละ 100 คน และบุคลากรในฝ่าย HR ได้ถูกเชิญไปเป็นวิทยากรรวมทั้งสิ้น 30 ครั้ง แต่โรงงานไม่ได้ตั้งแผนกฝึกอบรมขึ้นมาภายในบริษัืท โดยใช้ แผนก HR ช่วยงานด้านนี้ และไม่ได้กำหนดว่า การฝึกอบรมเป็น Revenue & Cost Center ของโรงงาน โดย Absorb cost ของการอบรม ดูงาน และเป็นวิทยากร ไปสู่แผนก HR
คำถาม
  1. ท่านคิดว่าพันธกิจของบริษัท Velloid คืออะไร
  2. ตามหลักการแล้ว ถ้าตลาดต่างกัน ผู้รับผลงานหรือลูกค้าต่างกัน แล้วให้แยก SBU ในกรณีนี้ท่านคิดว่าบริษัท Velliod ควรแยก SBU น้ำมันหล่อลื่น และ SBU Training หรือไม่
  3. ถ้าข้อ 2 ตอบว่าไม่ควรแยกในตอนนี้ มีเงื่อนไขอะไรบ้างที่บริษัทต้องทำการแยก SBU Training ออกมาในอนาคต
กรณีศึกษาที่ 2 Child & Women Institute
Child & Women Institute ณ.เมืองเทียนจิน มี Mission ตือ Excelence Service Center in child & Women Health และ เป็นสถาบันที่ให้ความรู้ด้านสุขภาพแก่ประชาชน และให้ข้อเสนอแนะด้านสุชภาพแก่เขตปกครองพิเศษเทียนจิน มี Dr.Ma Sin Lee เป็นผู้อำนวยการ ภายในสถาบันประกอบด้วย
  1. Child & Women Hospital ทำหน้าที่ให้บริการ Child & Women Health อย่างครบวงจรไปถึงระบบ super tertiary Care.โดยมี Dr.Lee Cheng Wan เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล
  2. Child & Women Training Center. ทำหน้าที่ผลิตหลักสูตรที่เกี่ยวกับ Child & Women Health และทำการฝึกอบรม โดยมีหลักสูตรที่หลากหลาย สำหรับนักศึกษา บุคลากรสาธารณสุข และประชาชน โดยมี Dr.Tan Cheing Lung เป็นผู้อำนวยการ
  3. Child & Women Research Center. โดย Center นี้รับผิดชอบในด้านพัฒนาระบบข้อมูลสำหรับ Child & Women Health ของนครเทียนจิน และเป็นศูนย์รวมงานศึกษาวิจัยที่เกี่ยวกับ child & Women Health ทั้งการเฝ้าระวังสถานการณ์ ,Interventiion ต่างๆ และออกข้อเสนอแนะทางวิชาการ และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้กับนครเทียนจิน
คำถาม
  1. สถาบันนี้ ควรแบ่งเป็น SBU หรือไม่ในการทำแผนยุทธศาสตร์ และถ้าควร น่าจะประกอบด้วย SBU อะไรบ้าง
  2. สถาบันนี้ควรทำ Corporate Strategy หรือไม่ หรือทำแต่ SBU Strategy.
  3. ถ้าจำเป็นต้องทำ Corporate Strategy ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการทำแผนกลยุทธ์ (Strategist) .และ Stakeholder ที่จะเชิญมาทำแผนยุทธศาสตร์น่าจะเป็นใครบ้าง
  4. Mission ของสถาบัน(Corporate Mission) กับ Mission ของ Child &Women Hospital ,Child & Women Training center , Child & Women Research Center จะเหมือนกันหรือแตกต่างกัน
  5. ระบบความสัมพันธ์ของทั้ง 3 ส่วน ได้แก่ Child &Women Hospital ,Child & Women Training center และ Child & Women Research Center ควรเป็นอย่างไร ถึงจะทำภาพรวมการทำงานของสถาบันเสริมพลังกัน (Synergy) จนสามารถบรรลุ พันธกิจ และเป้าหมายของสถาบัน
  6. สถาบันนี้ ควรบริหาร ต้นทุน รายรับ แบบ Single Cost & Revenue Center (แบบกงสี) หรือแบบ Multiple Cost & Revenue Center ทั้ง 2 แบบมีข้อดี ข้อเสีย ต่างกันอย่างไร
  7. ถ้าพิจารณา Child & Women Institue เป็น Entity , Child & Women Hospital จะเป็น SBU ของ Child & Women Institute แต่ถ้ามอง Child & Women Hospital เป็น Entity แล้ว ยังสามารถทจะี่แบ่ง เป็น 2 SBU ได้แก่ Child Health SBU และ Women Health SBU ได้หรือไม่ และท่านคิดว่าควรแบ่งเป็น 2 SBU หรือไม่ พร้อมเหตุผลประกอบว่าควรเพราะอะไร ไม่ควรเพราะอะไร

The strategic Management Process
ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก คือ (รายละเอียดจะกล่าวในต่อไป โดย click ที่หัวข้อตาม Menu ด้านซ้าย)
  1. การกำหนดพันธกิจ และ เป้าประสงค์ (Mission & Objective)
  2. การวิเคราะห์และการวินิจฉัย (Analysis & Diagnosis)
  3. การกำหนดทางเลือกของกลยุทธ์ (Strategic Choice)
  4. การดำเนินการและการประเมินผลแผนกลยุทธ์ (Implementation and Evaluation)

ใครคือผู้ที่เหมาะสมที่จะเป็นหลักในการวางแผนกลยุทธ์

ผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการทำแผนยุทธศาสตร์ขององค์กร อาจจะเป็น

  1. ผู้บริหารสูงสุด (CEO)
  2. ผู้จัดการต่างๆ ได้แก่  การเงิน การตลาด การผลิต หรือผู้จัดการทั่วไป หลายองค์กรใช้ผู้จัดการทั่วไปเป็นผู้กำหนดกลยุทธ์
  3. ตั้งคณะกรรมการเพื่อมากำหนดแผนกลยุทธ์ โดยทั่วไป ผู้ได้รับผิดชอบกำหนดแผนกลยุทธ์ ต้องอยู่ในระดับที่ทราบบริบทขององค์กรเป็นอย่างดี  และรอบรู้สิ่งแวดล้อมเป็นอย่างดีว่า อะไรที่จะเป็นโอกาส (Opportunity) อะไรคือสิ่งคุกคาม (Threat) และรู้จุดอ่อน และจุดแข็งขององค์กรเป็นอย่างดี
  4. จ้างที่ปรึกษามาทำแผนกลยุทธ์ (Consultant)

 

Strategic Management (อ้างอิงหนังสือของ Lawrence R.Jauch ,Wiilium F.Glueck และ Marketing Management - Philip Kotler)
Copyright © 2012 Department of Health : Ministry of Public Health